Thursday, December 24, 2015

[os] The winter of warm.




The winter of warm.








Pairing: Minho x Seungyoon
Rate: PG-13
Note: Project fic Winter of MinYoon #WinterOfMinYoon




          พื้นที่โดยรอบของกรุงโซลกำลังถูกสีขาวกลืนกิน ปุยหิมะนุ่มลอยละล่องอยู่บนฟากฟ้าท่องเที่ยวไปกับสายลมเอื่อยที่พัดผ่านไปมาก่อนจะค่อยๆตกลงสู่พื้นเย็นเฉียบ

          ร่างขาวของเด็กชายวัย 13 กำลังใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดถูกีตาร์โปร่งตัวเก่งซึ่งคุณแม่อันเป็นที่รักซื้อให้เมื่อ 3 ปีก่อน มือเล็กลูบไล้ไปตามเส้นโลหะอย่างหลงใหลและรักใคร่

          สิ่งเดียวที่แม่หลงเหลือเอาไว้ให้

          แขนบางโอบกอดเครื่องดนตรีชิ้นนั้นเอาไว้แนบอก

         เปลือกตาชั้นเดียวปิดลงก่อนที่ความคิดของเด็กตัวเล็กๆจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ภาพความทรงจำมากมายในขณะที่คุณแม่คนสวยยังคงอยู่ด้วยกันหลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด

“ยูนคิดถึงคุณแม่นะครับ.... เมื่อไหร่.. ฮึก เมื่อไหร่คุณแม่จะกลับมาหายูน”

          หยาดน้ำอุ่นกลิ้งลงสู่แก้มใสก่อนจะร่วงหล่นไปกระทบกับเนื้อไม้ของกีตาร์ตัวสวยในอ้อมกอด

         ห้องนั่งเล่นเล็กๆที่เงียบงันบัดนี้กลับมีเสียงสะอื้นดังไปทั่วบริเวณ เด็กน้อยจมอยู่ในห้วงความคิดถึงและโหยหาอ้อมกอดอุ่นของมารดา ไหล่บางสั่นไหวตามแรงสะอื้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

          ภาพความทรงจำที่สวยงามค่อยๆถูกแทนที่ด้วยภาพความขมขื่นเมื่อครั้งวันวาน

          หลังจากที่นั่งร้องไห้อยู่นานเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงหัวค่ำ แรงยวบตัวของฟูกนุ่มบ่งบอกถึงการกลับมาของใครบางคน

          ใครคนหนึ่งที่เขาเคยรักอย่างสุดหัวใจ.... จนกระทั่งวันที่คุณแม่เริ่มเปลี่ยนไป

“ซึงยูน”

          เสียงคุ้นเอ่ยเรียกก่อนที่มือใหญ่จะยื่นมาลูบผมสีดำขลับของเขาเบาๆ เด็กน้อยยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบข้างพวงแก้มใสทั้งสองข้าง

“คิดถึงคุณแม่เหรอลูก”

          ชายวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือหยาบดันหัวทุยของลูกน้อยให้อิงมาซบกับอกของตนแล้วเลื่อนลงไปลูบหลังเพื่อหวังปลอบประโลม ทว่า.... สองแขนเล็กกลับออกแรงดันตัวออกห่าง

          แรงขัดขืนนั่นทำให้คนอายุมากกว่ายอมปล่อยมือและส่งสายตาอ่อนโยนทอดมองเด็กตรงหน้า เด็กน้อยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก่อนจะนำกีตาร์ตัวสวยเก็บเข้ากระเป๋าใบใหญ่แล้ววางพิงไว้ข้างๆตัว

“คุณพ่อมีอะไรรึเปล่าครับ”
“ซึงยูน.... ลูกรู้ใช่มั้ย ว่าคุณแม่ของลูกรักบ้านหลังนี้มาก”

          ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เด็กน้อยจ้องมองใบหน้าผอมซูบของบิดาที่กำลังก้มหน้ามองมือของท่านซึ่งกุมกันไว้ตรงหน้าตัก

“ซึงยูน.... พ่อไม่อยากขายบ้านหลังนี้ ลูกช่วยพ่อได้มั้ย”

          ความสงสัยและวิตกกังวลกำลังกัดกินหัวใจดวงน้อยๆที่บอบช้ำหากแต่เขารักบ้านหลังนี้มากเกินกว่าจะเอ่ยถามออกไปว่าเด็กอย่างเขาจะไปช่วยอะไรได้

          คนอายุมากกว่ามองใบหน้าที่ครุ่นคิดของลูกชายแล้วยิ้มบางๆก่อนที่จะพ่นลมหายใจอุ่นออกมา

“ไม่เป็นไรลูก”
“..........”
“บ้านหลังนี้ยังอยู่ในสภาพดี... ถึงพ่อจะไม่อยากขาย แต่....”
“ยูน.... ยูนจะช่วยเองครับ ขอแค่คุณพ่ออย่าขายบ้านของคุณแม่เลยนะครับ”

          เสียงเล็กรีบร้องห้ามก่อนจะใช้มือของตนกอบกุมมือของคนเป็นพ่อเอาไว้

“พ่อขอโทษนะซึงยูน”










          ร่างเล็กในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวนั่งอยู่บนม้านั่งยาวสีขาวที่ด้านหน้าโรงเรียน วันนี้คุณพ่อบอกกับเขาว่าจะมารับไปทำธุระ.... ธุระที่จะช่วยให้ไม่ต้องขายบ้านของคุณแม่ทิ้ง

          ไม่นานร่างสูงของคุณพ่อก็มาถึงและพาเขาไปยังตึกสูงของคอนโดหรูแห่งหนึ่ง

“ซึงยูนรออยู่ตรงนี้นะลูก เดี๋ยวเจ้านายของพ่อเขาจะเข้ามาแล้วอย่าดื้อกับเขาล่ะเข้าใจมั้ย”
“แล้ว.... แล้วคุณพ่อจะไปไหนเหรอครับ”

          คุณพ่อยื่นมือไปตบบ่าลูกชายเบาๆเพื่อให้คลายกังวล

“เดี๋ยวพ่อจะกลับมารับนะลูก”

          หลังจากที่คุณพ่อเดินออกไปได้ไม่นานก็มีชายสวมชุดสูทสีขาวดูดีมีราคาเดินเข้ามานั่งข้างๆเขาที่โซฟาสีขาวกลางห้อง ซึงยูนขยับตัวออกห่างแต่ก็ถูกมือหนาดึงรั้งกายเข้าไปกอดแล้วซุกไซ้ใบหน้าลงสู่ต้นคอขาว ร่างเล็กดิ้นไปมาด้วยความตกใจพร้อมกับดันตัวออกอย่างแรงหากแต่ไม่สำเร็จ

“ป ปล่อย ปล่อยผม”
“ปล่อยผม ได้โปรด.... ได้โปรดอย่าทำอะไรผมเลย”

          เสียงเล็กร้องบอกแต่ผู้กระทำกลับไม่สนใจคำขอร้องนั้นแม้แต่น้อย เด็กน้อยนิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวดจากการถูกขบกัดรอยแดงน่ารังเกียจถูกแต่งแต้มลงบนคอระหง ซึงยูนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะยกขาขึ้นถีบชายแปลกหน้าเต็มแรงจนร่างใหญ่นั่นหงายหลังลงไปนอนกับพื้น

          เมื่อตั้งสติได้มือเล็กก็เหวี่ยงข้าวของที่หาได้จากข้างโซฟาใส่ร่างที่นอนอยู่

          ข้าวของมากมายที่เด็กน้อยปาใส่ถูกปัดออกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณจึงทำให้ชายสูงวัยผู้นั้นไม่บาดเจ็บอะไรมากนัก

          แจกันดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะถูกขว้างใส่หัวของชายตรงหน้าอย่างแรงส่งผลให้ที่ศีรษะของชายสูงวัยผู้นั้นมีเลือดไหลออกมาจำนวนหนึ่ง เสียงร้องโอดโอยดังลั่นไปทั่วห้องกว้างทำให้สติของเด็กน้อยที่กำลังตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เลวร้ายนี่ยิ่งเตลิดไปไกล

“มึง.... ไอ้เด็กเวร”

          น้ำเสียงเกรี้ยวกราดช่วยเรียกสติของเด็กน้อยให้กลับมา เขาต้องหนี

          ซึงยูนตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตูทางเข้า เขาถึงกับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพบชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าประตูเอาไว้ มือเล็กกระชากประตูให้ปิดลงอีกครั้งอย่างคิดไม่ตก หยาดเหงื่อเม็ดใหญ่เริ่มผุดตามใบหน้าขาวที่บัดนี้ขึ้นสีแดงจัดเพราะความเหนื่อยอ่อน ซึงยูนที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักหันกลับไปมองร่างของชายโรคจิตเมื่อครู่ซึ่งทำท่าจะพยุงตัวขึ้นมา เขาหันซ้ายหันขาวก่อนจะวิ่งตรงไปยังห้องครัวที่อยู่ติดกัน

          เด็กน้อยวิ่งไปหาสิ่งของบางอย่างเพื่อป้องกันตัว มีดปลอกผลไม้ด้ามเล็กถูกสองมือขาวกำเอาไว้แน่น เนื้อตัวสั่นระริกเมื่อเห็นว่าชายฉกรรจ์สองคนที่หน้าประตูเมื่อครู่กำลังเดินตรงเข้ามาหาตน

“วางมีดเถอะเด็กน้อย พี่ไม่อยากทำร้ายเด็กว่ะ”

          หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพร้อมกับส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้

“พ พี่ พี่ปล่อยผมไปเถอะนะ พี่ไม่สงสารผมเหรอครับ”

          ซึงยูนร้องขอทั้งน้ำตา มือที่กำด้ามมีดเอาไว้แน่นถูกยกขึ้นไหว้ชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาน่ากลัวทั้งสองอย่างเว้าวอน เสียงสะอึกสะอื้นน่าสงสารเปล่งคำขอร้องอ้อนวอนออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าหมายให้คนตรงหน้าเห็นใจ ทว่า.....

“พี่ขอโทษนะ แต่ลูกเมียที่ต้องกินต้องใช้ว่ะ”

          ชายฉกรรจ์พุ่งเข้าบิดข้อมือเล็กซึ่งกำด้ามมีดเอาไว้แน่นจนอาวุธหนึ่งเดียวที่มีร่วงหล่นสู่พื้น ร่างบางลอยขึ้นกลางอากาศกระแทกลงสู่อ้อมแขนกำยำนั่น เด็กน้อยดิ้นขลุกขลักทั้งน้ำตาปากอิ่มร้องขอความเห็นใจจากคนทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำอีกแม้จะรู้ดีว่าตัวเองคงจะไม่รอดจากสถานการณ์เลวร้ายนี้แล้วเป็นแน่

          ซึงยูนนิ่วหน้าเจ็บปวดเมื่อร่างกายถูกเหวี่ยงกระแทกลงบนเตียงกว้างที่มีชายโรคจิตคนเดิมนั่งเปลือยท่อนบนอยู่ ข้อมือเล็กถูกตรึงเอาไว้กับฟูกแน่น ร่างใหญ่ทาบทับลงมาบนลำตัวจนทำให้เริ่มหายใจได้อย่างติดขัด ปากน่ารังเกียจพยายามเข้าประกบจูบกับริมฝีปากอิ่มของคนใต้ร่างจนเด็กน้อยต้องส่ายหน้าหนีไปมาอย่างหวาดกลัว

          มือใหญ่ยอมปล่อยข้อมือเล็กข้างหนึ่งให้เป็นอิสระแล้วใช้มือข้างที่ว่างนั่นบีบเข้าที่คางเล็กอย่างแรงจนปากอิ่มเผยอออกเล็กน้อย ชายผู้จิตใจต่ำตมก้มลงชกชิงริมฝีปากนุ่มของเด็กใต้ร่าง ลิ้นหยาบพยายามสอดใส่เข้าไปด้านในโพรงปากหากแต่เด็กน้อยกลับกัดฟันเอาไว้แน่น

“อ้าปากซะ แล้วถ้ามึงกัดลิ้นกู กูจะฆ่าพ่อมึง”
“ป ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมขอร้อง”

          เสียงเล็กล่องลอยหายไปในอากาศเมื่อคนด้านบนทำเป็นไม่รับรู้แล้วจัดการจู่โจมที่ริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง  มือข้างที่เป็นอิสระแล้วของเด็กน้อยทั้งทุบทั้งตีแผ่นหลังของอีกคน รอยแดงจากการถูกข่วนเริ่มมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อยและเพราะลมเย็นของเครื่องปรับอากาศมาสัมผัสถูกแผลเข้าจึงทำให้คนอายุมากรู้สึกแสบไปทั่วแผ่นหลัง

          ร่างใหญ่ตัดสินใจถอนริมฝีปากออกใช้มือรวบข้อมือเล็กทั้งสองของซึงยูนเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วเอื้อมไปหยิบเอาเนคไทเส้นสวยมาผูกข้อมือขาวทั้งสองของเด็กน้อยกับหัวเตียงเอาไว้แน่น

          เครื่องแบบฤดูหนาวที่หลุดลุ้ยถูกกระชากออกจนหมด คนมากอายุแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหายก่อนจะก้มลงดูดดึงยอดอกเล็กเปลือยเปล่าของหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร  

“ค คุณพ่อ.... คุณพ่อช่วยยูนด้วย”

          ซึงยูนพยายามตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงเมื่อถูกร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าที่อ้างว่าเป็นเจ้านายของคุณพ่อกำลังย่ำยีร่างกายของเขา

          กางเกงขายาวสีขาวเนื้อดีถูกเหวี่ยงไปข้างเตียงพร้อมกับอาภรณ์ชิ้นอื่นๆที่ปกปิดร่างกายท่อนล่างของชายสูงวัยเอาไว้ ท่อนเนื้อใหญ่ชูชันถูกสอดเข้าไปในร่างเล็กอย่างแรง

“ฮือ.... ยูนเจ็บ พ่อครับยูนเจ็บ”
“อะ เลิกร้องหาพ่อ... แล้วเปลี่ยนมาเป็นครางดีกว่านะเด็กน้อย อื้อ ซี๊ดดดดดด”

          น้ำเสียงน่ารังเกียจของชายที่ขยับกายอยู่บนเลือนร่างเล็กเอ่ยสั่งก่อนจะร้องครางไปมาอย่างสุขสม ร่างเปลือยเปล่าทั้งสองสั่นคลอนไปตามแรงถาโถมของคนด้านบน ช่องทางแสนคับแคบเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงขุ่นเพราะถูกทารุณอย่างแรง

          ในขณะที่คนด้านบนส่งแรงเข้ามาไม่ยั้งพร้อมทั้งส่งเสียงครางอื้ออึง ผู้ถูกกระทำกลับทำได้เพียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะความเจ็บปวด เจ็บไปทั้งกายและใจ เจ็บไปหมด

          ทรมานเหลือเกิน.....

“บอกให้เลิกร้องซักที พ่อมึงส่งมึงมาขัดดอกไม่รู้รึไง”

          เสียงตวาดนั่นทำให้เด็กน้อยที่เอาแต่ร้องไห้ตัวสั่นถึงกลับสะดุ้งเฮือก

          ประโยคเมื่อครู่ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆแตกสลาย สมองตั้งคำถามวนลู่ไปมาอยู่ในหัว คุณพ่อทำกับเขาแบบนี้ได้ยังไง หรือที่คุณแม่ทิ้งเขาไปเมื่อ 3 ปีก่อนก็เป็นเพราะเหตุนี้

          โหดร้าย..... ทำไมคุณพ่อจึงโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้

          ทำไมคุณพ่อถึงทำเหมือนเห็นเขาเป็นเพียงแค่สินค้าแบบนี้

          เจ็บเหลือเกิน...... เจ็บจนอยากจะตาย

          เสียงหายใจติดขัดดังสลับกับเสียงร่ำสะอื้นของเด็กน้อยใต้ร่าง แตกสลายไปหมดแล้วกับใจดวงน้อยๆที่แสนบอบช้ำ เหมือนถูกมีดคมกรีดลึกลงที่กลางใจ แผลเก่าที่เคยเล็กกลับขยายกว้างเหวอะหวะเน่าแฟะเสียจนน่ากลัวยากต่อการเยียวยา สมองหนักอึ้งไปกับสิ่งที่รับรู้ ทั้งความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจจากการกระทำที่ทำเหมือนเขาเป็นเพียงสิ่งของ ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว.... ไม่เหลืออีกแล้วคุณพ่อผู้แสนใจดี ไม่เหลืออะไรเลยกระทั่งความรู้สึก

          ไม่เหลือแล้วซึ่งความเป็นคน











          ร่างโปร่งที่สวมเพียงสเวตเตอร์คอเต่าสีน้ำเงินเข้มนั่งลงบนชิงช้ากลางสนามเด็กเล่นข้างคอนโดหรูที่แสนคุ้นเคย เสื้อโค้ทตัวหนาที่พาดไว้บนแขนขวาถูกวางลงบนหน้าตัก บรรยากาศเงียบงันกับพื้นที่ร้างผู้คนถูกปรกคุมไปด้วยสีขาวของหิมะแรกที่เพิ่งหยุดตกไปได้ไม่นาน ซึงยูนยกมือเปล่าที่ไร้อุปกรณ์ป้องกันความหนาวขึ้นป้องปากแล้วเป่าลมหายใจอุ่นออกมาเป็นกลุ่มไอสีขาวจางๆ

          มือเรียวถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยเพื่อดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนหรู

          ใกล้ถึงเวลานัดเข้ามาทุกที....

         รังเกียจ.... แต่เลี่ยงไม่ได้

         มือสวยวางลงบนหน้าขาทั้งสองข้างของตัวเองที่มีเสื้อโค้ทวางไว้ก่อนหน้า นิ้วเรียวกำเข้าหากันแน่นจนมือสีขาวซีดขึ้นรอยแดงเถือก ดวงตาที่เคยสุกใสเมื่อครั้งยังเด็กบัดนี้กลับไร้วี่แววของความร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็น แค่นึกถึงเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยร่องรอยน่ารังเกียจซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้เขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียนร่างกายของตัวเองจนแทบจะอาเจียน เปลือกตาบางปิดลงช้าๆก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา

          เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนดังไปทั่วบริเวณที่ไร้ผู้คน

          คลื่นเสียงที่มีความถี่ไม่มากแต่กลับฟังดูหนักอึ้งลอยเข้าสู่โสตประสาทของใครอีกคนที่บังเอิญเดินผ่านมา

          ขายาวภายใต้กางเกงยีนส์ตัวหนาหยุดชะงักก่อนจะมองออกไปรอบๆบริเวณ

          สายตาคมจ้องมองร่างขาวที่นั่งอยู่บนชิงช้าเล็กๆในสนามเด็กเล่น ใบหน้าใสไม่ปรากฏรอยยิ้มหรือความบึ้งตึงใดๆ หากแต่แก้วตาสีดำสนิทที่เฉยชานั่นกลับดูดึงดูดและน่าค้นหาอย่างประหลาด

          รู้ตัวอีกทีสองเท้าก็พาเขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชิงช้าตัวเล็กที่มีใครก็ไม่รู้กำลังนั่งอยู่

          การมาของใครอีกคนทำให้ใบหน้าขาวละสายตาจากมือของตัวเอง ซึงยูนเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่กำลังจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าคมคายไม่ปรากฏความรู้สึกใดๆ ทั้งสองสบตากันนิ่งในความเงียบไร้การเอ่ยกล่าวพูดคุย

          ตาคมมองสำรวจใบหน้าขาวของคนตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ ผมสีน้ำตาลอ่อนหยิกลอนไม่เป็นทรงมากนักกลับเข้ากันและทำให้ใบหน้าของคนที่นั่งอยู่โดดเด่นขึ้นอีก จมูกโด่งรับกับริมฝีปากอิ่มสีเชอรี่นั่นชวนให้รู้สึกหลงใหลได้ไม่ยาก อีกทั้งแก้มเนียนที่น่าสัมผัสนั่นก็ให้ความรู้สึกอยากจะจับคนตรงหน้ามาฟัดเสียอย่างนั้น ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าดวงตาสีดำขลับนั่นดูจะเย็นยะเยือกไปเสียหน่อยจนคนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้

          ยิ่งมองลึกเข้าไปยิ่งรู้สึกได้ถึงความหมองหม่นในจิตใจที่เจ้าตัวแสดงออกมาภายในแววตาเรียบนั่น

          ความเงียบโปรยตัวลงรอบๆกายของคนทั้งสอง

          คิ้วสวยของซึงยูนขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อพบว่าคนมาใหม่จ้องมองเขาอยู่นานเกินความจำเป็น เขามั่นใจว่าไม่เคยพบกับคนๆนี้มาก่อน..... คนแปลกหน้า

          แต่เพราะเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์ติดลบจึงไม่คิดที่จะเอ่ยถามหรือเสวนาใดๆกับคนตรงหน้า ถึงแม้จะสงสัยว่าชายคนนี้จ้องมองตนทำไมแต่ก็เลือกที่จะเงียบ ถ้ามีอะไรอีกฝ่ายคงจะพูดออกมาเองอยากยืนมองก็มองไป มองเขาเสียให้พอ เพราะเขาเองก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว

          พอคิดได้แบบนั้นซึงยูนจึงเบือนหน้าหนีใบหน้าคมคายของคนผิวเข้มไปทางอื่น

          คันร่มสีดำถูกยื่นให้กับคนที่นั่งอยู่ ซึงยูนมองร่มคันนั้นก่อนที่จะเงยหน้ามองคนแปลกหน้าพลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม

“อีกเดี๋ยวหิมะจะตกน่ะ”

          เสียงทุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้างุนงงของอีกฝ่าย

          ตาเรียวจ้องมองร่มในมือของชายแปลกหน้าอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ขอบคุณครับ แต่ผมกำลังจะเข้าไปในตึกแล้ว”

          ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางๆก่อนจะโค้งหัวให้กับคนตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปยังตัวคอนโดหรูที่ซึ่งกำลังจะทำให้เขาจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง

          ร่างหนามองตามอีกคนจนแผ่นหลังบางนั่นหายเข้าไปในประตูกระจกใส มุมปากยกยิ้มน้อยๆอย่างอารมณ์ดี เขายกมือขึ้นเสยผมหน้าไปด้านหลังแล้วบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“ไม่มีคนเคยบอกรึไง ว่าเวลายิ้มให้ยิ้มด้วยใจ.... ไม่ใช่รอยยิ้มฝืนๆแบบนั้น”

          ร่างสูงเดินเข้าไปในตึกเดียวกันกับคนตัวขาวเมื่อครู่ เขาตรงเข้าไปยังห้องพักอาศัยที่เพิ่งซื้อไว้ข้างๆกับห้องลับของคนที่ขึ้นชื่อว่าพ่ออย่างอารมณ์ดี เขาได้รับรายงานจากลูกน้องคนสนิทว่าวันนี้คุณพ่อบังเกิดเกล้านัดมาเสวยสุขกับบรรดาเด็กๆในสังกัด แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงหูแม่ของเขา

          จำได้ว่าทุกครั้งที่แม่ของเขาจับได้ว่าพ่อแอบมีอีหนูเล่นเอาบ้านแทบแตก เด็กสาวเด็กหนุ่มผู้เห็นแก่เงินทั้งหลายต้องมาอนาคตพังทลายเพราะความคิดน้อยเกินไปของตัวเอง แม่ของเขาตามเหวี่ยงและเอาชื่อของเด็กพวกนั้นเข้าบัญชีดำจนหลายคนต้องหมดอนาคตกันมานักต่อนักแล้ว

          ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนแม่ของเขาที่กำลังร่างกายอ่อนแอตามไปเหวี่ยงเด็กนั่นถึงห้องพักจนโรคหอบของท่านกำเริบต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่หลายอาทิตย์ และเพราะแบบนั้นก่อนที่แม่จะมารู้เข้า เขาจำเป็นต้องเคลียร์เรื่องนี้ด้วยตัวเองเสียก่อน

          มือหนาล้วงเข้าไปในกางเกงยีนส์ตัวสวยพร้อมกับขาสองข้างที่ก้าวออกจากลิฟต์อย่างอารมณ์ดี เท้าทั้งสองก้าวช้าลงเรื่อยๆก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นร่างโปร่งคุ้นตากำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องของพ่อเขา

          ผิดหวัง....

          เด็กหนุ่มที่ดูน่าค้นหาคนเมื่อครู่กำลังยืนก้มหน้าอยู่ที่หน้าห้องของพ่อเขา นิ้วมือในกางเกงถูกกำเข้าหากันแน่น ความโกรธเริ่มพุ่งเข้ามาแทนที่ ความรู้สึกดีๆก่อนหน้านี้หายไปหมดจนจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเคยอารมณ์ดีเพราะอะไร

          เสียงคุยโทรศัพท์จากคนตรงหน้าช่วยเรียกสติของเขาให้กลับคืนมา

“ครับพ่อ ผม.... กำลังจะเข้าไปแล้ว”

          เสียงเศร้าหม่นที่ใช้กับคนปลายสายนั่นทำเอาใจอ่อนยวบ เขารอจนร่างขาวหายไปในประตูห้องของพ่อแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องข้างๆกันเพื่อพบใครอีกคนที่นัดเอาไว้สำหรับจัดการกับเรื่องนี้

“เห็นเด็กพ่อมึงรึยังไอ้มินโฮ”

          ร่างสูงผิวขาวที่นั่งอยู่กลางห้องถามขึ้นทันทีหลังจากเห็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งก่อนจะหันไปสนใจนมกล้วยขวดเล็กในมือต่ออีกครั้ง

“ไปสืบประวัติเด็กนั่นให้กู เอาให้ละเอียด”
“ไหนว่าจะจัดการวันนี้ นี่มึงใจอ่อนเหรอวะ.... หรือหลงเข้าให้แล้ว”
“หลงพ่อมึงสิไอ้แหมบ กูแค่รู้สึกว่าเด็กนั่นไม่น่าจะทำอะไรสิ้นคิดแบบนี้”

          รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวก่อนที่ไหล่กว้างจะยักขึ้นน้อยๆแบบไม่ใส่ใจ นี่มันเรื่องภายในครอบครัวของเพื่อนเขา ในเมื่อมันตัดสินใจแบบนั้นแล้วก็คงจะไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้ คนถูกนัดมาเสียเวลาดูดนมกล้วยในมือจนหมดขวดแล้วตั้งมันไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้า เขายืนขึ้นเอื้อมมือไปหยิบเสื้อโค้ทกันหนาวตัวใหญ่ขึ้นมาใส่ก่อนจะเดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ

“เดี๋ยวให้คนสืบให้แล้วกัน กูไปละ”
“ขอบใจนะมึง”

          มินโฮทิ้งตัวลงบนโซฟาสีแดงสวยกลางห้อง เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนพลางนึกถึงดวงตาหม่นน่าค้นหาของคนแปลกหน้าที่พบกันในสนามเด็กเล่นเมื่อครู่

“หวังว่านายคงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะ”











          ปุยขาวนุ่มลอยละล่องปลิวพัดไปตามสายลมเอื่อยดั่งจิตใจที่มืดดำของเขาซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้มันลอยหายไปไหนหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กลายเป็นคนไม่มีความรู้สึก ชินชากับความเจ็บปวดเสียจนน่าขนลุก น้ำตาที่เคยพร่ำไหลเป็นสายเหล่านั้นแห้งเหือดหายไปแล้วจนหมดสิ้น

          ไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่จะแสดงออกถึงความเจ็บปวดกับเรื่องที่เผชิญ

          ตาเรียวมองทอดออกไปยังทางเท้าที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน

          ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาเดินตากหิมะเหล่านี้ออกมาจากห้องนั้น ห้องที่น่ารังเกียจ ห้องที่มีความทรงจำแสนโหดร้ายนั่น

          ที่จริงแล้วเขาอยากจะกลับไปถึงบ้านให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากจะชำระร่างกายเน่าเฟะของตน อยากจะถูขัดร่องรอยชวนอาเจียนเหล่านี้ออกไปจากเนื้อตัวเสียให้หมด หากแต่เรียวขาเล็กคู่นั้นกลับเลือกที่จะเดินเอื่อยเฉื่อยมากกว่ารีบเร่งเพื่อทำตามสิ่งที่คิดไว้ในตอนแรก จิตใจที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเหล่ากำลังจมดิ่งสู่ห้วงความมืดมิดอีกครั้ง ความหวังที่เคยคิดว่าอาจจะมีใครซักคนมาช่วยฉุดเขาออกจากขุมนรกนี้ถูกฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี คงไม่มีใครที่อยากจะเอื้อมมือมาช่วยประคองคนสกปรกแบบเขาหรอก

          ดูสิ แม้กระทั่งความหวังเดียวที่มียังไม่เหลือแม้กระทั่งเศษซาก

          ริมฝีปากอิ่มคลี่รอยยิ้มเย้ยหยันให้กับความน่าสมเพชในชีวิตของตน ความสุขเมื่อตอนยังเด็กมันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนที่คุณแม่กับคุณพ่อทะเลาะกันครั้งแรก.... หรือตอนที่เขาดื้อแอบตามคุณแม่ไปจนถูกสุนัขข้างบ้านกัดกันนะ

          ซึงยูนหยุดยืนอยู่ใต้โคมไฟสีส้มที่ให้แสงสว่างในยามราตรี เขาก้มหน้าลงมองเท้าของตัวเองก่อนจะลอบยิ้มออกมาบางๆ ดูเหมือนวันนี้เขาจะยิ้มบ่อยเกินความจำเป็น

          ไอ้ยิ้มฟืนๆนี่น่ะ ถ้าหายไปได้ก็คงจะดี

          เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นพร้อมๆกับกลุ่มไอสีขาวที่ถูกพ่นออกจากปาก ม้านั่งยาวใกล้ๆกันถูกใช้เป็นที่พักเหนื่อยทั้งกายและใจชั่วคราว กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นแม้แต่น้อย สู้นั่งมองเจ้าก้อนขาวๆนี่ลอยไปมาให้หัวสมองได้พักผ่อนบ้างคงจะดีเสียกว่า

          ดวงตาสีนิลเหม่อมองออกไปยังนอกถนนที่ร้างผู้คน มีเพียงปุยนุ่มของหิมะขาวนี่เท่านั้นที่ยังคงล่องลอยอยู่เป็นเพื่อนกันในค่ำคืนนี้

          ภาพเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายลอยผ่านเข้ามาในม่านความคิดให้ได้นึกทบทวน

          ชีวิต 18 ปีที่ผ่านมามันช่างขื่นขม

          เด็กน้อยคังซึงยูนผู้เป็นได้เพียงสินค้าขัดดอก เมื่อใดที่หาไม่ได้แล้วซึ่งเงินทองพ่อของเขาก็จะพาไปยังคอนโดหรูนั่นที่ๆเขาถูกกระทำชำเราเหมือนไม่ใช่คน ร่ำไห้จนไม่เหลือน้ำตาแม้แต่หยาดหยดแต่กลับไม่มีใครเลยที่จะเห็นใจ เสียงน้อยๆแหบแห้งลงไปทุกทีขอร้องอ้อนวอนจนหมดเรี่ยวแรง แล้วสติก็ดับวูบไปก่อนจะตื่นมาพบกับเศษซากความอัปยศเหล่านั้นที่เปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง

          ร่องรอยที่มีอยู่เต็มเรือนกายเหมือนในตอนนี้....

          มือเรียวภายใต้ถุงมือหนาถูกยกขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ก่อนจะหลุดหัวเราะสมเพชในตัวเองออกมาเบาๆ

“เป็นบ้าเหรอหัวเราะคนเดียว”

          เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นจนคนที่เหม่อมองหิมะถึงกับสะดุ้งน้อยๆ

          ซึงยูนหันไปหาต้นตอของเสียงเมื่อครู่ก่อนที่ความแปลกใจจะก่อตัวขึ้นเล็กน้อย คิ้วสวยขมวดเข้าหากันในเสี้ยววิแล้วคลายตัวออกอย่างรวดเร็ว

          คนแปลกหน้าคนนั้น.... คนที่ยื่นร่มให้เขาในสนามเด็กเล่น

          ปากสีเข้มวาดเป็นรอยยิ้มส่งให้คนที่นั่งอยู่โดยที่ในมือก็กางร่มคันสีดำเอาไว้เพื่อกันหิมะเย็นที่กำลังร่วงหล่น ร่างสูงย่อตัวลงนั่งข้างๆเด็กหนุ่มที่ไม่ได้มีความคุ้นเคยกันมาก่อน

          ซึงยูนขยับตัวออกห่างจนร่างเขาไปชิดกับพนักวางแขนอีกข้าง ใบหน้าขาวเลิกสนใจคนมาใหม่แล้วหันกลับไปเหม่อมองปุยขาวนั่นอีกครั้ง

“ที่บ้านนายมีปัญหาเหรอ.... ทำไมทำงานแบบนั้นล่ะ”

          สิ่งที่ไม่ควรพูดถึงหลุดออกมาจากปากหยักของคนแปลกหน้าโดยคนพูดไม่ได้หันมามองเขาเลยซักนิด แววตาดำสนิทแสนโศกแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวก่อนที่มือบางจะบีบแขนของตัวเองเอาไว้แน่นจนเนื้อตัวเริ่มสั่น

          ผู้ชายคนนี้ไปรู้อะไรมา?

“ไม่มีหนทางอื่นในการหาเงินแล้วเหรอ”

          น้ำเสียงราบเรียบที่ดูเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศเอ่ยขึ้นก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มที่นั่งข้างกัน ใบหน้าคมคายโน้มเข้าหาอย่างรวดเร็วจนซึงยูนเผลอหลับตาแน่นพร้อมทั้งกลั้นลมหายใจของตนเองอย่างลืมตัว ลมอุ่นๆที่เป่ารดริมฝีปากอยู่นั้นทำให้เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้น

“คิดว่าฉันจะจูบนายรึไง”

          สายตายียวนกับคำถามเหยียดๆนั่นทำเอาริมฝีปากอิ่มถึงกับต้องเม้มเข้าหากัน แต่การที่จะให้มานั่งต่อปากต่อคำก็คงไม่ใช่เรื่อง ในเมื่ออีกคนมองเขาเป็นแบบนั้น คงไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอธิบายอะไรหรอก

“คุณมีเงินจ่ายมั้ยละครับ ถ้ามี.... ผมจะจูบให้”

          นิ้วเรียวแบออกจากกันก่อนจะยื่นไปหาคนตรงหน้า คิ้วหนาขมวดกันเป็นปมกับปฏิกิริยาที่ได้รับ

“ลองก่อนมั้ย ฉันกลัวนายจะติดใจในรสจูบของฉันจนอยากให้ทำมันฟรีๆแบบไม่อั้นเลยล่ะ”
“ถ้าไม่มีเงินงั้นผมขอตัวนะครับ”

          ร่างขาวลุกขึ้นยืนตัวตรงแล้วก้าวห่างออกจากม้านั่งยาวที่หวังจะพักผ่อนจิตใจแต่กลับถูกใครก็ไม่รู้เข้ามาพูดจาดูถูกถากถางกันเสียดื้อๆ.... ถึงแม้เรื่องที่พูดมันจะจริงก็เถอะ

          หากแต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้หรอก.... และเขา

          ก็แค่เกิดมามีค่ามากไม่พอก็เท่านั้นเอง

          ตาคมจ้องมองแผ่นหลังบางที่ค่อยๆห่างออกไปจนลับสายตา มุมปากถูกวาดขึ้นเป็นรอยยิ้มแม้ในดวงตาคมนั่นจะแข็งกร้าวมากก็ตามที มือหนาออกแรงกำคันร่มเอาไว้แน่นก่อนจะปามันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

“นายเป็นเด็กแบบนี้จริงๆเหรอ”











          มือหนาถูกยกขึ้นมานวดขมับของตนเอง ถุงใต้ตาที่ดูจะเห็นชัดกว่าปกติมีสีคล้ำน้อยๆบ่งบอกถึงการอดหลับอดนอนมาทั้งคืนของคนที่นอนอยู่บนเตียงกว้าง

          จะบอกว่าอดนอนก็คงไม่ใช่.... เพราะเขานอนไม่หลับเองต่างหากล่ะ

          แววตาสีนิลลึกลับนั่นฉายชัดในหัวทุกครั้งที่เปลือกตาของเขาปิดลง ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ที่จะข่มตานอนไอ้ดวงตาเศร้าๆไร้ประกายความสดใสนั่นก็มักจะแทรกตัวเข้ามาในห้วงความคิดของเขาเสมอ มินโฮตอบไม่ได้ว่าเหตุใดเขาจึงเอาแต่คิดถึงเด็กคนนั้น นึกโมโหตัวเองที่เผลอไปสนอกสนใจอะไรในเด็กของพ่อตัวเอง

          เป็นเดือดเป็นร้อนกระสับกระส่ายถึงขั้นต้องยกมือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อนสนิทเร่งเร้าเรื่องที่ขอให้ช่วยไว้เมื่อตอนเย็นจนอีกฝ่ายที่กำลังท่องราตรีอยู่ต้องกลับออกมาจากสถานบันเทิงเพื่อหาประวัติเด็กนั่นให้เขาอย่างเร่งด่วน

          เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เจ้าของห้องต้องเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะปรากฏร่างท่วมของหัวหน้าแม่บ้านที่ก้าวเข้ามาภายในห้อง

“คุณหนูมินโฮคะ คุณหนูซึง...”

           แต่ก่อนที่หัวหน้าแม่บ้านจะเอ่ยจบร่างสูงของผู้มาเยือนก็แทรกตัวเข้ามาด้านในเสียก่อน พร้อมทั้งปาซองเอกสารสีน้ำตาลใส่หน้าเพื่อนอย่างแรง

“นี่กูเป็นเพื่อนนะไม่ใช่ทาส”

          ใส่น้ำเสียงขุ่นเคืองลงไปในประโยคนั่นเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มข้างๆเจ้าของที่ไม่ได้ขยับตัวไปไหน ดวงตาแดงก่ำจากการเร่งทำงานให้เพื่อนสนิทบ่งบอกได้ถึงอาการปวดล้ามาตลอดคืน เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆปิดลงหมายจะพักผ่อนแต่สุดท้ายปากบางกลับเอ่ยบ่นงึมงำในลำคอออกมาอย่างอดไม่ได้โดยที่ไม่ได้ใส่ใจให้คนฟังรู้สึกสำนึกอะไรมากนัก

“จะเรียกใช้อะไรก็ดูเวล่ำเวลาซะบ้างนะมึง”
“บ่นจังมึงเนี้ย แต่ก็ขอบใจนะมึง”
“เปลี่ยนจากคำขอบจงขอบใจนี่เป็นเลี้ยงเหล้ากูเถอะเพื่อน”

          สิ้นเสียงนั่นสติของคนอ่อนล้าก็ทิ้งดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความฝัน มินโฮหันกลับไปมองเพื่อนสนิทที่ตอนนี้กำลังหลับเป็นตายไปแล้วก่อนจะลอบยิ้มออกมา อีซึงฮุนเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เขามี เพื่อนเพียงคนเดียวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยเล่นหุ่นยนต์ เพื่อนคนเดียวที่ไว้ใจได้เสมอมา

          ขอบคุณที่มีมึง ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกูตลอดมา..... ไอ้เหี้ยแหมบ

          เอกสารจำนวนหนึ่งถูกหยิบออกจากซองสีน้ำตาลในมือก่อนที่เขาจะสำรวจมันอย่างละเอียดทีละบรรทัด ประวัติเด็กหนุ่มผู้ทำให้เขากระสับกระส่ายจนไม่ได้นอน

          ประวัติอย่างละเอียดของคังซึงยูน....

          ตาคมกวาดมองตัวอักษรด้วยใจจดจ่อไปที่ละบรรทัด รอยยิ้มบางๆก่อเกิดขึ้นเล็กน้อยกับบางตัวอักษรที่ผ่านเข้าสู่กรอบสายตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนยุ่งในบางคำที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษสีขาว ประวัติที่ไม่ได้ยาวเหยียดอะไรมากนักทำให้ชายหนุ่มสามารถอ่านจบได้อย่างรวดเร็ว

          น่าสงสารกว่าที่คิด....

          มินโฮทิ้งตัวลงนอนหวังจะหลับพักผ่อนไปพร้อมๆกับเพื่อนรักที่นอนนิ่งสนิทอยู่ข้างๆ หากไม่เห็นแรงกระเพื่อมเพราะการหายใจเข้าออกของพุงกะทินั่นเขาคงคิดว่ามันตายไปแล้ว ร่างขาวขยับตัวนิดหน่อยเมื่อรับรู้ได้ว่าเจ้าของเตียงกำลังเอนตัวลงนอน

          ปลอกตาสีเข้มปิดลงก่อนที่ท่อนแขนแกร่งจะยกขึ้นก่ายหน้าผาก ในสมองยังคงวนเวียนอยู่ที่ประวัติของเด็กตัวขาวนั่นไม่หยุด

          ร่างสูงนอนส่ายไปมาจนคนข้างๆเริ่มรู้สึกตัว

          ซึงฮุนปรือตาขึ้นมามองเพื่อนของเขาที่นอนส่ายไปมาเหมือนเด็กงอแงเพราะไม่ได้ของเล่น เขาถอนหายใจออกมาน้อยๆก่อนจะซุกหน้าลงกับหมอนแล้วหันไปอีกด้านของเตียง

“ขอนอนเอาแรงก่อน เดี๋ยวตื่นแล้วจะพาไปดูบ้านเด็กนั่น”

          เสียงพูดอ้อแอ้เหมือนคนเมานั่นช่วยเรียกสติให้กับเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี มินโฮลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็วก่อนจะเอามือสองข้างของเขาไปเขย่าตัวเพื่อนอย่างแรง คนถูกรบกวนร้องโวยวายเสียงดังลั่นก่อนจะหันกลับมามองสายตาเว้าวอนเหมือนน้องหมาที่กำลังอ้อนขอกระดูก สีหน้ายิ้มแย้มของมินโฮทำเอาเขาขนลุกเกรียวกับการกระตือรือร้นแปลกๆเหล่านั่น

         และเพราะเป็นเพื่อนกันมานานแค่มองเข้าไปในดวงตาของไอ้เพื่อนสนิทคนนี้เขาก็รู้แล้วว่าอีกคนต้องการอะไร ซึงฮุนถอนหายใจออกมาอีกรอบก่อนจะปิดเปลือกตาลงแล้วยกมือขึ้นชี้ซองเอกสารที่ถูกวางทิ้งไว้ไม่ไกล

“ที่อยู่ก็มี ถ้ารีบก็ไปเองครับ กูจะนอน”

          ใบหน้าคมกระตุกขึ้นเป็นสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆเพื่อนสนิทอย่างไม่มีทางเลือก ครั้นจะไปคนเดียวก็กลัวว่าตัวเองจะควบคุมสติไม่ได้แบบเมื่อคืนแล้วเผลอปากหมาใส่เด็กนั่นไปอีก มีซึงฮุนไปด้วยอย่างน้อยก็ได้ช่วยห้ามปรามเขาบ้างซักนิดก็ยังดี

          หลังจากหลับไปหายชั่วโมงร่างสูงโปร่งก็ลุกขึ้นจากที่นอนแสนนุ่มของเพื่อนสนิท มือเรียวยกขึ้นขยี้ตาเล็กน้อยก่อนจะไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ

          ซึงฮุนใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่แขวนไว้เช็ดใบหน้าเปียกชื้นของตัวเองอยู่ปลายเตียง

          เขามองร่างหนาของเพื่อนสนิทก่อนจะถอนหายใจออกมา ตัดสินใจใช้เท้าเขี่ยเพื่อนอยู่สองสามทีโดยหวังว่ามันจะตื่น แต่ก็เปล่าประโยชน์ มินโฮยังคงหลับเป็นตาย

“ยัง ยังไม่ตื่น”

          ถอนหายใจแรงๆหนึ่งทีก่อนจะตัดสินใจขึ้นไปถีบเจ้าของเตียงตกลงมาด้านล่างจนเกิดเสียงดังลั่น

“ไอ้เหี้ยแหมบบบบบบบบ”










“อะ อ๊า... แน่นดีจริงๆ อื้ม”

“ซี๊ดดดดดดด ครางออกมาซิ อื้อ อะ กูบอกให้ครางออกมา”

“ถ้ามึงไม่ครางงั้นก็อย่าเสือกร้องออกมาให้กูได้ยินนะ”

          น้ำเสียงน่ารังเกียจตวาดดังลั่นก่อนจะใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งกดปิดริมฝีปากอิ่มอย่างแรงโดยที่ยังโถมกายด้านล่างเข้ามาไม่ยั้ง

“อื้มมมมมม เด็กนี้มัน อ๊ะ ตอดแรงดีชะมัด”

          ภาพชวนอาเจียนและน้ำเสียงที่ชวนขยะแขยงนั่นดังกังวานอยู่ภายในหัว เนื้อตัวกระสับกระส่ายไปมาอย่างทรมานก่อนที่ร่างบางจะสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นตามใบหน้าขาวที่กำลังหอบหายใจแรง

          อีกครั้งกับความฝันที่ตามหลอกหลอนเขามาทั้งชีวิต

          เด็กหนุ่มกอดร่างกายที่สั่นเทิ้มของตัวเองเอาไว้แน่น

“คุณแม่ครับ มารับผมที.... พาผมออกไปจากนรกขุมนี้ที”

          และเพราะไม่มีอารมณ์ที่จะนอนอีกแล้วหลังจากตั้งสติได้เด็กหนุ่มจึงคว้ากีตาร์โปร่งตัวเก่งขึ้นมาเกาคอร์ดพร้อมกับฮัมเพลงคลอเบาๆอยู่ภายในห้องนอนของตนเองจนถึงเช้า

          เสียงเคาะประตูดังลอดเข้ามาในห้องซึ่งก็ไม่ต้องเดาหรอกว่าใคร.... คุณพ่อของเขานั่นแหละ

“ว่าไงครับพ่อ”
“เดี๋ยวเย็นนี้แกต้องไปกินข้าวกับลุงซงนะซึงยูน”

          อีกแล้ว.... ?

“แต่เมื่อวานก็....”
“ช่วยพ่อหน่อยไม่ได้ใช่มั้ย”

          เด็กหนุ่มกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่นพยายามข่มใจยอมรับชะตากรรมอีกครั้ง

          ท่องไว้ซึงยูน.... พ่อแกเหลือแค่แกคนเดียว แกต้องดูแลพ่อ จำไว้

“ครับพ่อ”

           การได้หยุดพักผ่อนหรือไปเที่ยวกับเด็กวัยเดียวกันในช่วงปิดเทอมคืออะไรซึงยูนไม่เคยได้สัมผัสมันแม้แต่น้อย ปิดเทอมฤดูหนาวครั้งนี้ก็เช่นกัน หลายครั้งที่เพื่อนสนิทของเขาโทรมาชวนออกไปค้างแรมตามต่างจังหวัดแต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไป เพราะต้องทำเงินให้พ่อบังเกิดเกล้าก็เท่านั้น....

          ส่วนมากก็แค่ไปกินข้าวกับตาแก่ตัณหากลับ ยอมให้มือหยาบนั่นแตะเนื้อต้องตัวนิดหน่อยเพื่อนแลกกับเศษเงินจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าช่วงไหนที่พ่อเสียพนันเยอะหน่อยเขาก็ต้องยอมเป็นที่รองรับอารมณ์ของคุณลุงซง คุณลุงที่มักจะซื้อเขาด้วยเงินจำนวนมากแลกกับการใช้เวลาอยู่กับเขาทั้งคืน เวลาที่น่าขยะแขยงนั่น



          ระหว่างรอเวลาให้ผ่านไปวันๆซึงยูนก็นั่งแกะเพลงดีดกีตาร์ไปเรื่อยเปื่อยอย่างคนว่างไม่มีอะไรจะทำ

“เตรียมตัวได้แล้วนะลูก”

          เด็กหนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจแล้วทำตามคำที่คนเป็นพ่อบอก

          เพียงไม่นานรถคันงามก็มาจอดอยู่ที่หน้าบ้านไม้หลังเล็กที่มีเด็กหนุ่มร่างขาวยืนอยู่ คนขับรถลงมาเปิดประตูให้อย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างบางจะโค้งขอบคุณแล้วก้าวขึ้นไปด้านในด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

          ทุกการเคลื่อนไหวฉายชัดอยู่ในดวงตาสองคู่ของผู้ซึ่งนั่งอยู่บนรถติดฟิล์มดำรอบคันที่จอดเอาไว้อีกฝั่งของถนน

          มินโฮถอดแว่นตาดำที่สวมออกก่อนจะบอกให้เพื่อนรักขับรถตามพ่อของตนไปเงียบๆ

          รถสองคันเข้ามาจอดในที่จอดรถของภัตตาคารหรูในเวลาไล่เลี่ยกัน มินโฮรอให้พ่อของเขากับเป้าหมายอีกคนเดินเข้าไปด้านในให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงตามเข้าไป โดยบอกให้เพื่อนของตนยืนรออยู่ด้านนอก

“อ้าวมินโฮ มากินข้าวเหรอลูก”

          ชายสูงวัยผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขาเอ่ยทักขึ้นเมื่อมินโฮไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะอาหารโดยมีเด็กตัวขาวนั่งอยู่ข้างๆพ่อของเขาเอง

“พอดีผมทราบมาว่าพ่อจะมาทานข้าวที่นี้เลยตามมาน่ะครับ”

          เสียงทุ้มพูดออกมาราบเรียบในขณะที่ดวงตากำลังประสานอยู่กับเด็กอีกคน

“งั้นมาๆ กินด้วยกัน”
“ผมมาคุยธุระ....”

          มินโฮจงใจปรายหางตามองเด็กนั่นอีกครั้งก่อนจะหันไปประสานสายตากับพ่อของตน

“กับพ่อสองคน”
“งั้นซึงยูนไปนั่งเล่นข้างนอกก่อนไป เดี๋ยวลุงเสร็จธุระแล้วจะไปส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับก่อนดีกว่าขอบคุณนะครับคุณลุง”

          ซึงยูนลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างรวดเร็วก่อนจะโค้งให้กับคนอายุมากที่สุดบนโต๊ะอย่างสุภาพ

“เดี๋ยวลุงให้คนไปส่ง”

          ชายสูงวัยยังคงคาดคั้นเพื่อที่จะไปส่งเด็กตัวขาวเสียให้ได้นั่นทำให้ลูกชายแท้ๆที่ยืนหัวโด่อยู่รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะรู้นิสัยพ่อของตัวเองดีเขาถึงให้เพื่อนสนิทยืนรออยู่ด้านนอก

“ไม่เป็นไรครับพ่อ เดี๋ยวให้ไอ้ซึงฮุนไปส่งแทนก็ได้ พอดีผมให้มันมาส่ง”
“อ่า เอางั้นเหรอ งั้นพ่อฝากด้วยนะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ.... คนที่ใส่เสื้อโค้ทสีสะท้อนแสงนะ”

          ประโยคแรกรับปากกับคนเป็นพ่อก่อนที่ประโยคต่อมาจะเอ่ยบอกร่างบางที่ยืนรออยู่

          ซึงยูนโค้งลาคนทั้งคู่อีกครั้งก่อนจะเดินออกมาหน้าร้านแล้วก็พบเข้ากับชายหนุ่มที่สวมเสื้อโค้ทแบบมีฮูดตัวใหญ่สีเขียวสะท้อนแสงยืนอยู่ที่กลางลานจอดรถ

          คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆกับแฟชั่นของคนตรงหน้าก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา

“หวัดดี”

          ร่างสูงยกมือขึ้นระดับไหล่ก่อนจะกล่าวทักทายจึงทำให้ซึงยูนเลือกที่จะโค้งให้เล็กน้อย

“ขึ้นรถเลย”

          เจ้าของรถเอ่ยบอกพร้อมกับชี้มือไปที่อีกด้านก่อนจะก้าวขึ้นรถ เขารอจนเด็กตัวขาวคาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้วจึงขับออกมาด้านนอกทันที

          ตลอดทางที่ขับมาเรื่อยๆไม่ได้เร่งรีบอะไรมีเพียงความเงียบงัน ซึงฮุนเหล่มองเด็กอีกคนที่เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างเป็นอะไรที่มองแล้วรู้สึกอึดอัดขึ้นมาแปลกๆ เขาแอบสำรวจใบหน้าเพียงซีกของคนข้างๆอย่างสงสัยว่าอะไรที่ดึงดูดให้เพื่อนเขาสนอกสนใจนักหนา

          ปากอิ่มนั่นนะเหรอ?.... หรือไอ้แววตาหยิ่งๆนั่น?

          สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ทนอึดอัดไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากออกมา

“ไม่ต้องนั่งเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ไม่ได้จะพาไปฆ่า”

          และสิ่งที่ได้ตอบกลับมาก็คือความเงียบเช่นเดิมเขาจึงถอดใจจากการชวนเด็กตัวขาวพูดคุยเพื่อป้องกันอาการหัวเสียที่จะเกิดขึ้นหากเด็กนั่นไม่ยอมตอบอะไรเขาเลย

          ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเร็วกว่าช่วงฤดูร้อนทำให้ความคิดของเด็กหนุ่มล่องลอยอีกครั้งเหตุการณ์ที่เขาเจอคนแปลกหน้าเมื่อคืนผุดขึ้นมาให้ได้คิด.... คำพูดถากถางนั่นคงจะเพราะเรื่องนี้

“พวกคุณ.... คงรู้เรื่องพวกนั้นอยู่แล้วใช่มั้ยครับ”

          ซึงฮุนไม่ได้ตอบเพียงแต่หันไปทำสีหน้าสงสัยไม่เข้าใจในคำพูดประโยคนั้นแทน

“ความสัมพันธ์ของผมกับคุณลุงน่ะครับ”

          ซึงฮุนพยักหน้าตอบโดยที่สายตาก็ยังคงจ้องมองไปยังถนนตรงหน้า

“ผม.... ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำเรื่องแบบนี้”

          น้ำเสียงเศร้าๆนั่นทำให้ซึงฮุนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองใบหน้าใสที่ก้มมองมือของตนเองอยู่ เขาถอนหายใจออกมาน้อยๆก่อนจะขานตอบคำพูดของเด็กข้างๆ

“อาห๊ะ”
“ผมฝากขอโทษเขาได้มั้ย.... เพื่อนของคุณน่ะ แม้มันจะทดแทนกันไม่ได้แต่ผมก็อยากจะขอโทษ”

           ซึงฮุนคิดว่าบางทีเขาก็ไม่ควรก้าวขาเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยซักนิด แต่ไอ้น้ำเสียงเศร้าๆกับแววตาเหงาๆนั่นน่ะถ้าเป็นคนขี้สงสารอีกนิดจะร้องไห้ตามแล้วนะเฮ้ย

          แขนยาวๆของคนขับเอื้อมไปยีผมนุ่มของเด็กหนุ่มที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาด้วยซ้ำ

          ทำไมชีวิตน้อยๆชีวิตหนึ่งต้องมาโดนกระทำมากมายขนาดนั้นตั้งแต่เด็กวะ

“อยากกลับบ้านเลยรึเปล่า”

          เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะได้รับการตอบรับกลับมาเป็นการส่ายหน้าเบาๆ

“จะเป็นไรมั้ยครับ.... ถ้าผม ยังไม่อยากกลับไปเจอพ่อตอนนี้”
“งั้นเดี๋ยวพี่พาไปเที่ยว”

          ร่างสูงหักเลี้ยวรถกะทันหันจนเกิดเสียงล้อเสียดสีกับถนนดังลั่น ดีที่ตอนนี้บนถนนมีรถไม่มากจึงไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น

          ซึงฮุนพาซึงยูนมาที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ เขาจอดรถทิ้งไว้ก่อนจะเดินนำไปเรื่อยๆแล้วหาที่นั่งเพื่อให้อีกคนได้พักสมอง มือเรียวยกสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดเข้าโปรแกรมแชทก่อนจะส่งข้อความไปบอกเพื่อนรักว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ใด

          เขานั่งมองแผ่นหลังบางที่ยืนอยู่ด้านหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมา นึกไม่ออกเลยว่าต้องเข้มแข็งขนาดไหนถึงผ่านเรื่องร้ายๆแบบนั้นมาได้จนถึงตอนนี้

“เดี๋ยวก็ขอโทษมันเองแล้วกัน มันกำลังจะมา”

          ซึงยูนหันมายิ้มฝืนๆให้กับคนพูดก่อนจะเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

          ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมงเพื่อนผิวเข้มของเขาก็ตามมาถึง ซึงฮุนชี้นิ้วไปทางที่เด็กตัวขาวยืนอยู่ก่อนจะเดินไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ

“ขอบใจวะมึง”
“ตามประวัติที่กูให้ไปมึงรู้ใช่มั้ยว่าน้องเขาไม่ได้เหี้ย.... คิดก่อนพูดนะมึง กูไปละ”

          พูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังบางอีกครั้งแล้วเดินจากไป

          มินโฮสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะก้าวไปยืนข้างๆเจ้าของดวงตาสีนิลที่ทำให้เขากระสับกระส่ายจนไม่ได้นอนมาทั้งคืน

“ไง”
“ผม.... ขอโทษนะครับ”
“งั้นก็เลิกซะซิ”

          คำพูดของเสียงทุ้มนั่นทำให้ซึงยูนหลุดยิ้มบางๆออกมา ใบหน้าขาวหันมาหาคนที่ยืนอยู่ข้างๆกันก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาคมนั่น

“คุณคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ฉันช่วยได้นะ”

          ซึงยูนหลุดเสียงหัวเราะขึ้นจมูกจนคนยื่นข้อเสนอถึงกับคิ้วกระตุก มันไม่ใช่เรื่องตลกและเขาอยากจะช่วยจริงๆ

“จะช่วยผมเหรอ”

          เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้าไปหาคนผิวเข้มก่อนจะจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานั่นอีกครั้ง

“ซื้อผมซิ”

          ขายาวก้าวเข้าไปชิดร่างบางที่ส่งน้ำเสียงท้าทายมาให้แม้แววตานั่นจะยังเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สายตาคมกวาดมองไปทั่วเรือนร่างก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากขึ้นแล้วจ้องกลับไปที่ดวงตาสีนิลนั่น

“หวังว่าจะคุ้มราคานะ”

          แขนแกร่งโอบรอบเอวของอีกฝ่ายเข้ามาแนบลำตัว ซึงยูนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวผลักร่างของมินโฮออกอย่างแรง ปฏิกิริยานั้นทำเอามินโฮเบิกตากว้างก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษออกมา

“ม ไม่เป็นไร ผมแค่ไม่ชิน”
“เอ่อ.... ก กลับบ้านมั้ยดึกแล้ว เดี๋ยวฉันไปส่ง”

          ซึงยูนนั่งเงียบมาตลอดทางโดยที่มินโฮเองก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาเช่นกัน จนกระทั่งรถคันหรูมาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน

“ถึงบ้านแล้ว”
“..........”

          ร่างขาวเอาแต่นั่งนิ่งไม่ขยับตัวไปไหนจนมินโฮต้องเอ่ยปากบอกอีกครั้ง

“ถ ถึงบ้านแล้วนะ”
“คุณ.... จะซื้อผมจริงๆเหรอ”

          เสียงพูดนั่นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ริวแดงจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มเนียนของเด็กหนุ่มจนคนที่ลอบมองอยู่ต้องเผลอยิ้มออกมา

“เข้าบ้านได้แล้ว”

          คนอายุน้อยกว่าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะก้าวลงจากรถไป ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังนั่นอีกครั้งก่อนจะยิ้มกว้างออกมา มือหนายกเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดโทรออกแล้วเคลื่อนรถออกไปยังจุดหมายปลายทาง

“ไอ้ซึงฮุนมึงอยู่ไหน”




.
.

.

.

“สวัสดีครับผมชื่อซงมินโฮ”

          มินโฮเอ่ยแนะนำตัวกับเจ้าของบ้านก่อนที่เพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังจะโค้งให้กับชายสูงวัยที่ยืนทำหน้างงอยู่ตรงหน้าเขา

“อ่อ ลูกคุณซงนี่เอง มารับซึงยูนเหรอลูก”

          มินโฮไม่ตอบอะไรเพียงแต่หันไปมองหน้าซึงฮุนเท่านั้น ขายาวก้าวเข้ามาส่งแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งให้กับชายสูงวัยก่อนจะถอยกลับไปยืนข้างหลังตามเดิม

“เปิดดูซิครับคุณคัง”

          ได้ยินดังนั้นเขาก็เปิดแฟ้มออกดู ด้านในมีเอกสารเกี่ยวกับที่ดินและเอกสารเช่าซื้อหน้าร้านย่านค้าขายอีกหลายแห่ง ตาชั้นเดียวเบิกกว้างก่อนจะถามคนตรงหน้าว่านี่คืออะไร

“ทั้งหมดนั้นจะเป็นของคุณ ถ้าหากคุณขายซึงยูนให้กับผม”
“ม หมายความว่าไง”
“หมายความว่าหลังจากนี้ผมเท่านั้นที่จะมีสิทธิขาดในตัวของลูกคุณไงครับ”

          ชายสูงวัยเปิดดูเอกสารในแฟ้มนั่นอีกครั้ง ท่าทีตื่นเต้นนั่นทำเอามินโฮกระตุกยิ้มออกมาอย่างผู้มิชัย แต่ซึงฮุนที่ยืนสังเกตอยู่ด้านหลังกลับทำเพียงแค่เบ้ปากให้กับการกระทำของคนทั้งสองตรงหน้า

“ว่าไงครับ ตกลงรึเปล่า”

          แล้วก็เป็นไปตามคาด พ่อของซึงยูนตอบตกลงทันทีก่อนจะเซ็นสัญญาอีกสองสามฉบับให้กับมินโฮ หอพักจำนวนหนึ่งถูกโอนเป็นชื่อของเขาทันทีรวมทั้งหน้าร้านสะดวกซื้อที่ใจกลางกรุงโซลอีก 2-3 แห่งก็เช่นกัน

          ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์กับชีวิตสงบสุขของซึงยูนที่มีมินโฮคอยมารับออกไปเที่ยวบ้างกินข้าวบ้างบางเวลา  ไม่ใช่แบบคู่นอนหากแต่เขาทั้งคู่กลับไม่มีสถานะซึ่งกันและกัน ซึงยูนไม่ต้องรับแขกอีกหลังจากนั้นมีเพียงแค่มินโฮที่มักจะแวะมาหาที่บ้านหรือโทรมาพูดกันในวันที่ไม่ได้เจอหน้า

          แต่เพราะความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ ร่างขาวที่นั่งดีดกีตาร์อยู่กลางบ้านถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยทางโทรศัพท์ของพ่อ

“2 เท่าเลยเหรอครับ.... ได้ครับเดี๋ยวผมบอกซึงยูนให้”

          ซึงยูนรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยของตัวเอง เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะเตรียมก้าวเข้าห้องนอนของตัวเอง

“ซึงยูน เดี๋ยวไปกินข้าวกับลุงซงหน่อยนะ”
“แต่พ่อจะทำผิดสัญญานั่นเหรอครับ”
“แกไม่พูด ฉันไม่พูด.... เด็กมินโฮนั่นไม่รู้หรอก”

          นิ้วเรียวกำเข้าหากันแน่นก่อนที่ขายาวๆจะก้าวเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง โทรศัพท์เครื่องสวยถูกยกขึ้นต่อสายหาใครอีกคน

“พ่อคุณจะมารับผม”

“ผมจะรอครับ”

          วางสายเพียงไม่นานรถคันหรูที่หมู่นี้เข้าออกที่บ้านอยู่บ่อยครั้งก็มาจอดอยู่ด้านหน้า พร้อมๆกับรถอีกคันที่เคยหายไปนานเป็นอาทิตย์

“แกมาทำอะไรที่นี้”

          มินโฮโค้งให้คนเป็นพ่อเล็กน้อยก่อนจะเดินไปคว้าข้อมือบางของซึงยูนให้มายืนอยู่ข้างกาย

“มารับเมียครับพ่อ”
“แกรู้รึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”

          พ่อของมินโฮตวาดลั่นจนซึงยูนถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“รู้ครับ แต่นี่เมียผมขอตัวนะครับ”

          มินโฮโค้งให้พ่อของตนก่อนจะเปิดประตูฝั่งรถข้างคนขับออกแล้วดันหลังซึงยูนให้ขึ้นไปรอด้านใน

“แกชอบเหรอ ของเหลือจากพ่อตัวเองน่ะ”           
“ถ้าพ่อเห็นเป็นแค่ของเหลือแล้ว.... งั้นผมขอนะครับ”

         พูดจบรถคันสวยก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนสายตาแข็งกร้าวของคนเป็นพ่อแม้แต่น้อย

“เราจะไปไหนกับเหรอครับ”

          ซึงยูนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยถามขึ้น มินโฮหันมายิ้มให้บางๆก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมของเด็กตัวขาว

“เดี๋ยวถึงแล้วก็รู้เองนั่นแหละ”


.
.

.


“นี่คุณใช้อะไรคิดกันครับคุณมินโฮ พาผมหนีมาทะเลในหน้าหนาวเนี้ยนะ.... งี่เง่าชะมัด”
“เอ่อ.... ก็ ในประวัติบอกว่าอยากมาทะเล”

          คำพูดเสียงอ่อยๆของคนผิวเข้มตรงหน้าทำเอาซึงยูนถึงกับต้องกลั้นยิ้มเอาไว้ก่อนจะพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“นี่คุณสืบประวัติผมเหรอ”
“ก็ ก็นิดหน่อย.... แต่ก็ปกติรึเปล่าไม่เห็นจะแปลก”

          นิ้วเรียวถูกยกขึ้นชี้หน้าคาดโทษคนอายุมากกว่าก่อนจะขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า เชื่อก็โง่ดิ คือใครจะไปเชื่อละว่าสืบทั้งทีจะสืบแค่นิดเดียว เผลอๆนี่รู้กระทั่งเบอร์กางเกงในที่เขาใส่แล้วมั่ง

          ซึงยูนแลบลิ้นใส่คนตรงหน้าแล้วเดินออกไปยังริมหาดที่มีลมหนาวพัดผ่านมาเป็นระยะๆ

          รองเท้าผ้าใบคู่สวยถูกถอดออกแล้วถือเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว ขายาวก้าวออกไปยังริมหาดที่มีคลื่นทะเลซัดขึ้นมาตามแรงลม ซึงยูนหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่น้ำสาดมาถึงมากนัก เขามองตามคลื่นทะเลที่พัดขึ้นมาก่อนจะค่อยๆไหลกลับลงสู่ท้องทะเลอีกครั้ง

          แขนยาวกางออกจากกันเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีดำที่มีดวงดาวลอยระยิบระยับอยู่ด้านบน เปลือกตาสวยปิดลงก่อนจะสูดกลิ่นอายของทะเลเข้าเต็มปอด

“ชอบอะดิ”

          เสียงพูดแกมหยอกดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เขาหันกลับไปมองและพบกับรอยยิ้มอบอุ่นของอีกคนที่ส่งมาให้ ร่างหนาค่อยๆเดินขึ้นมาหยุดอยู่ในระดับเดียวกันโดยที่มือทั้งสองข้างล้วงเอาไว้ในกระเป๋ากางเกง ดวงตาคมทอดมองไปยังด้านหน้าที่มีผืนทะเลกว้างใหญ่

          ความเงียบค่อยๆเข้ามาแทรกพื้นที่เล็กๆของคนทั้งสองชั่วขณะก่อนที่มินโฮจะเหลือบไปเห็นเด็กตัวขาวใช้แขนกอดตัวเองเอาไว้เพราะอุณหภูมิที่ต่ำลงเรื่อยๆ

          เสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกถอดออกแล้วนำไปวางไว้บนหัวของคนที่ความสูงไล่เลี่ยกัน

“สบายใจแล้วตามมานะ รอที่รถ”

          เสียงทุ่มเอ่ยบอกก่อนจะก้าวกลับไปยังรถคันหรูที่จอดเอาไว้

          ถ้าหากมินโฮหันกลับมามองซักนิด.... เขาคงจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างจากใครอีกคน รอยยิ้มที่หายไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน รอยยิ้มที่มาจากใจของคังซึงยูน

“ขอบคุณครับ คุณมินโฮ”

          มือเรียวกระชับเสื้อตัวหนาก่อนที่สายตาจะมองทอดไปยังผืนทะเลอีกครั้ง ความคิดค่อยๆล่องลอยไปกับเสียงคลื่นและสายลม ความหวังที่เคยถูกฉีกทิ้งไปกลับถูกประกอบขึ้นมาอีกครั้ง ชิ้นส่วนที่แตกสลายถูกนำมาเรียงร้อยต่อเติมขึ้นจนเกือบสมบูรณ์ด้วยมืออุ่นๆคู่นั่น มือของผู้ชายที่ชื่อซงมินโฮ



          เบียร์หลายกระป๋องถูกวางไว้บนโต๊ะในห้องรับแขกกว้าง ห้องหรูในตึกสูงถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวของคนทั้งสอง

“อายุถึงแล้วใช่ปะ”

          ถามขึ้นทั้งๆที่มือหนายื่นกระป๋องโลหะเย็นให้กับร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มโค้งหัวให้น้อยๆก่อนจะรับมา

          เสียงสมาร์ทโฟนดังขึ้นเรียกความสนใจจากเจ้าของที่นั่งอยู่บนโซฟา

“มินโฮ พ่อมึงตามไปพังร้านเด็กมึงซะยับเลยอ่ะ”

          และเพราะคนปลายสายไม่รู้ว่าเขากดเปิดลำโพง ไอ้สรรพนามที่ไม่น่าจะถูกเอ่ยจึงดังขึ้นมาจนเขาต้องแอบเหล่มองเด็กตัวขาวที่นั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างๆ ไอ้สายตาดุๆที่ส่งมานั่นเลยทำให้เขาต้องรีบพูดแก้ตัวออกไป

“ข เขาใช่เด็กกูที่ไหน”
“อ๋อเหรอ.... ที่พาเขาหนีนี่ไม่ใช่หวังจะเครมเขาหรอกเหรอครับคุณชาย”

          คำพูดล้อเลียนของคนปลายสายทำเอามินโฮแทบสำลักเบียร์ที่กำลังกระดกเข้าปาก จะปฏิเสธก็คงจะโดนล้อกลับมาอีกอยู่ดี จนกว่าเขาจะยอมรับสารภาพนั่นแหละมันถึงจะหยุด ฉะนั้นแทนที่จะแก้ตัวอะไรออกไปแล้วกลายเป็นว่าเรื่องยาวไม่จบไม่สิ้นเขาเลยเลือกที่จะเงียบซะดีกว่า

“แล้วพ่อผมเป็นอะไรรึเปล่าครับพี่ซึงฮุน”

          เสียงใสดังขึ้นก่อนที่มือเล็กๆนั่นจะคว้าเอามือถือของเขาเข้าไปจ่อไว้ใกล้ๆปาก

“ก็ไม่เป็นไร นั่งอยู่ข้างๆเนี้ย จะคุยมั้ย”
“พ่อ พ่อโดนคุณลุงทำร้ายรึเปล่า”
“ซึงยูน ซึงยูนอยู่ไหนลูก... ลูกกลับไปหาลุงซงเขาเถอะนะลูก พ่อ พ่อขอร้อง”

          เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยอย่างสั่นเครือเหมือนกำลังหวาดกลัวกับบางสิ่ง หากแต่ประโยคเหล่านั้นกลับทำให้เด็กหนุ่มถึงกับเงียบงัน.... นี่พ่อเขายังคิดไม่ได้อีกหรือ แต่ก่อนที่ซึงยูนจะตอบอะไรกลับไปก็มีเสียงทุ่มจากปลายสายดังขึ้นมาเสียก่อน

“ยัง ยังไม่สำนึกนะลุง เดี๋ยวผมก็ปล่อยให้โดนกระทืบตายซะหรอก ไม่ให้คุยแล้ว.... ซึงยูนไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวพี่ดูพ่อให้ ฝากไอ้มินโฮด้วยล่ะ”

         ประโยคแรกพูดกับชายสูงวัยด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วหันมาคุยกับเด็กหนุ่มที่นั่งวิตกอยู่โดยไม่รอให้ซึงยูนได้ตอบรับอะไรซึงฮุนก็กดตัดสายไปเสียดื้อๆ

          มินโฮถอนหายใจออกมาอย่างหน่ายๆก่อนจะวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

“ไม่ต้องตามออกมานะ จะสูบบุหรี่”

          เสียงทุ่มเอ่ยบอกก่อนจะเลื่อนบานกระจกเปิดออกไปยังนอกระเบียง มือหนาหยิบเอามวนกระดาษสีขาวในกล่องใส่บุหรี่ที่เสียบไว้ตรงกระเป๋ากางเกงด้านหลังขึ้นมาจุด กลิ่นวนิลาอ่อนๆของมวนบุหรี่ในมือช่วยให้สมองหนักอึ่งนี้ผ่อนคลายลงบ้าง ตาคมทอดมองกลุ่มควันสีเทาจางๆที่ค่อยๆลอยออกห่างแล้วหายไปในที่สุด

          ขอปล่อยสติและสมองล่องลอยไปกับกลุ่มควันนั่นก่อนที่เส้นเลือดในสมองจะแตกตาย พักนี้มินโฮไม่ค่อยจะมีเวลาพักเพราะเขาเพิ่งเริ่มลงทุนทำธุรกิจใหม่กับเพื่อนรัก อะไรหลายๆอย่างจึงไม่ค่อยลงตัวมากนัก อีกทั้งยังต้องมาคอยระวังไม่ให้พ่อตัวเองเข้าใกล้คนตัวขาวนี่อีก

          บอกตรงๆว่าหวง....

          บุหรี่มวนที่สามถูกจุดขึ้นก่อนที่จะคีบมันขึ้นมาจ่อปากเอาไว้ เปลือกตาสีเข้มปิดลงเพื่อหวังจะพักสายตาจากความอ่อนล้าทว่าในไม่กี่วินาทีต่อมากลับต้องเบิกตากว้างเพราะมวนกระดาษในมือถูกใครอีกคนคว้าไปถือไว้เสียเอง

“ขอ”

          เสียงนุ่มเอ่ยบอกหลังดึงบุหรี่ออกมาจากมือของเจ้าของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มินโฮมองสายตานิ่งๆนั่นด้วยแววตาขุ่นเคือง ไม่ใช่โกรธเพราะถูกแย่งของไปแต่กลับเป็นความรู้สึกอื่นที่เกิดขึ้นในใจ

          โอเค ยอมรับก็ได้ว่าก็แค่เป็นห่วง

          มือบางยกแท่งสีขาวนั่นขึ้นจ่อริมฝีปากอิ่มโดยยังประสานสายตาอยู่กับตาคมตรงหน้า

          เขาไม่ได้จะท้าทาย หากแต่เขาก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าทำไมถึงชอบจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมนั่น.... เหมือนมีมนต์สะกดที่ร่ายคาถาไว้ไม่ให้เขาสามารถละสายตาจากคนตรงหน้าไปได้นานนัก มีสเน่ห์คงเป็นคำตอบเดียวว่าทำไมเขาถึงเผลอไปจ้องมองอีกคนบ่อยนัก

“งั้นก็ไม่ต้องสูบทั้งคู่”

          คนตัวสูงกว่าคว้าเอาบุหรี่ในมือสวยมาขยี้ลงกับกระถางต้นไม้เล็กๆที่มีเพียงดินและซากต้นไม้แห้งเหี่ยวจนดับมอดพร้อมกับมองอีกคนด้วยสายตาคาดโทษ หน่ายในความดื้อเงียบของเด็กตรงหน้า ไหนจะแววตานิ่งๆที่ยากจะคาดเดานั่นอีก ถึงแม้มันจะดูน่าค้นหา... แต่เพราะไม่สามารถเดาอารมณ์ของอีกคนได้นี่แหละมันเลยทำให้เขาปวดหัวอยู่บ่อยๆ

          ซักวันเขาจะทำให้แววตาของคนตรงหน้าสดใสขึ้นมาอีกครั้ง

“ทีคุณยังสูบ”

           มินโฮคิดว่าริมฝีปากอิ่มที่กำลังบ่นขมุบขมิบอยู่นั่นมันช่างล่อตาล่อใจเสือโหยอย่างเขายิ่งนัก ถ้าหากไอ้ดวงตาสีดำสนิทตรงหน้านี่ไม่ได้ดูเฉยชาขนาดนี้เขาคงคิดว่าเด็กตรงหน้ากำลังทอดสะพานให้ท่าเขาเป็นแน่

“ถ้าสูบจะจูบจนปากนายเจ่อเลยคอยดู”

          คำพูดของคนขู่แทบจะไม่สะเทือนเข้าไปในความนึกคิดของซึงยูนเลยซักนิด แล้วไง? ก็แค่จูบ

          มากกว่านี้เขาก็เคยเสียมาแล้วไม่ใช่เหรอ

          คนอายุน้อยกว่าใช้นิ้วชี้ขึ้นมาแคะหูก่อนจะทำท่าเป็นไม่ใส่ใจแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง

“จะหนีไปไหนห๊ะ”

          มินโฮตามเข้าไปคว้าเอวคอดของอีกคนเข้ามาชิดกาย และเพราะความตกใจจึงทำให้ซึงยูนเผลอผลักร่างของมินโฮออกอีกครั้ง

          เกิดความเงียบขึ้นภายในห้องกว้างจนรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมากลางอกของคนทั้งสอง

“ผ ผม ผมขอโทษครับ”

          มินโฮยิ้มบางๆออกมาก่อนจะยื่นมือไปสอดประสานกับมือบางของเด็กตัวขาวที่ยืนก้มหน้าอยู่

“ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ฉันรอได้”

          จูงมือร่างบางให้กลับมานั่งที่โซฟาก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันจัดการเบียร์บนโต๊ะจนคนตัวขาวหลับคอพับคาโซฟาไปเสียก่อน

          มินโฮก้มลงมองใบหน้าเนียนใสที่น่าหลงใหลนั่นอยู่นานก่อนจะตัดสินใจอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกแล้วเดินไปยังเตียงนอน เขาค่อยๆวางซึงยูนลงกับเตียงอย่างระมัดระวังก่อนจะทรุดตัวลงนอนข้างๆกัน

          นิ้วสีเข้มยกขึ้นเกลี่ยปรอยผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปิดบังใบหน้าขาวก่อนจะโน้มตัวลงไปประทับจูบอย่างแผ่วเบาที่แก้มเนียน

“จองไว้ก่อนนะเด็กดื้อ”

          แล้วห้องทั้งห้องก็เงียบลงอีกครั้งพร้อมกับร่างของคนทั้งสองที่ซุกเข้าหาไออุ่นของกันละกันอยู่ในความมืดมิด










“จะกลับบ้านมั้ยครับไอ้คุณชาย”

          เสียงปลายสายแหวขึ้นทันทีที่เขากดรับสายหลังจากปิดกั้นการติดต่อทุกช่องทางไปหลายวัน

“กลับครับแหมบ จะเอาของขวัญวันคริสต์มาสอีฟไปฝากแม่”
“ของขวัญหรือเมียครับเอาดีๆ”

          เสียงทุ้มหลุดขำออกมากับความรู้ทันของเพื่อนสนิท

“เออแล้วโทรมาว่าไง”
“พ่อเด็กมึงย้ายบ้านแล้วนะ อยู่ข้างๆบ้านกู ส่วนพ่อมึงก็จัดการเอาเองแล้วกัน”
“เออขอบใจมึง เดี๋ยวกูพาไปเลี้ยงเหล้า”
“ครับเพื่อน หวังว่าคืนนี้จะไม่โทรมาใช้งานกู เพราะกูจะไปหาเมียเช่นกัน บายมึง”

          มินโฮกดตัดสายก่อนจะหันไปมองเด็กตัวขาวที่นั่งอยู่ข้างกัน ตอนนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่บนรถของมินโฮที่จอดอยู่ในโรงจอดรถของบ้านเขาเอง

“พร้อมมั้ย”

          ซึงยูนสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะส่งยิ้มให้กับคนถาม

“พร้อมครับคุณมินโฮ”
 “เรียกว่าไรนะ”

          คิ้วหนาขมวดเข้าหากันก่อนจะโน้มหน้าไปใกล้ใบหน้าขาวที่กำลังขึ้นสีแดงจัด

“พ พร้อมครับ พ พี่มินโฮ”
“นึกว่าอยากโดนทำโทษซะอีก”

          ซึงยูนยกมือขึ้นดันแผงอกของอีกคนเพื่อไม่ให้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้ แต่มีหรือจะสู้แรงของอีกคนได้ จมูกโด่งฝังลงที่แก้มเนียนก่อนจะผละออกอย่างอ้อยอิ่ง

“ข เข้าบ้านกันเถอะครับ”
“ได้ครับว่าที่เมีย”

          ร่างสูงกระชับฝ่ามือเรียวของคนข้างกายก่อนจะเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหารซึ่งมีพ่อและแม่ของเขานั่งรออยู่พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น

“แม่ครับบบบบบบบ ผมเอาเมียมาฝากกกกกกกกกก”

          นี่ไงหนทางที่จะทำให้พ่อของเขาเลือกยุ่งกับคนตัวขาวของเขาซะที
            





The winter of warm./END
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Talk: สวัสดีความพัง 555555555555555555555555
ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านกัน
(ติชมได้นะคะ ด่าได้แต่อย่าแรงมาก น้อมรับทุกคำแนะนำ)
ขอบคุณพี่เบียร์ที่ชวนทำโปรเจคนี้ (แอบเขินเบาๆ)
ขอบคุณโปรเจคดีๆที่มีมาให้เราได้เสพกัน


พบกับฟิคสั้นมินยูนอีก 6 เรื่องได้ใน #WinterOfMinYoon
สุดท้ายนี้อยากบอกเมนแปะว่าอย่าฆ่าเรา ;__;
Happy Christmas Eve & Merry Christmas.




4 comments:

  1. เริ่มต้นมาได้ดาร์กมาเลยค่ะ ยอมรับว่าต้นเรื่องฟีลลิ่งดาวน์ไปเลย
    ถึงจะเป็นฟิคแต่ก็เป็นเรื่องยากนะคะ ที่จะรับกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กได้
    เรียกว่าแค่ตอนเปิดเรื่องมาก็หดหู่ใจมากแล้วค่ะ
    ตอนเปิดตัวมินโฮมานี่ อุ้ย ลุ้นเลยว่าจะเป็นยังไง
    เพราะสถานะของมินโฮด้วย ความสัมพันธ์ของซึงยูนนี่กับลุงซงด้วย
    กลายเป็นว่ามินโฮมีใจให้ซึงยูนเน้อ ปากอิ่มอวบอย่างนั้น เห็นแล้วจะไม่รักได้ไงเน้อ
    รู้สึกดีกับการที่มินโฮทุ่มเททำอะไรให้ซึงยูนขนาดนี้
    แล้วก็ไม่โง่ ไม่อคติบังตาคิดว่าซึงยูนนิสัยไม่ดีถึงได้ยอมง่ายๆ
    (แต่ถ้าพลิกคาเรกเตอร์มินโฮเป็นแบบนั้น งานจำเลยรักมาแน่ๆ ก็น่าลุ้นนะคะ //หัวเราะ)
    ในเรื่องนี้เราว่าคนที่ทุเรศที่สุดคือพ่อของซึงยูนค่ะ รองลงมาคงเป็นคุณลุงซง
    ไรต์เตอร์ปราณีตัวละครสองตัวนี้มากค่ะ อยากให้สะใจกว่านี้
    อยากรู้ว่าคุณลุงซงตอนลูกชายพาเมียเข้าบ้านจะทำหน้ายังไง //หัวเราะ
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ แม้จะพลิกอารมณ์เรื่อง
    แต่ได้เห็นซึงยูนมีความสุขบ้าง มันดีแก่ใจคนอ่านค่ะ ฮ่า ;-]

    ปล แหมบแย่งซีนมากค่ะ แหมบจะมีเมียบ้างมั้ยอะคะ แฮ่

    ReplyDelete
  2. อ่านไปก็สงสารซึงยูนไป ฮือ ลูกแม่ ทำไมต้องเจออะไรแบบนี้
    ตอนแรกนึกว่ามินโฮจะมาแนวคุณคาวีในสวรรค์เบี่ยง ตบจูบๆ
    เหมือนที่คุณ nomatterblue ว่าไว้ XD
    แต่ปรากฎว่า มินโฮใจกว้าง และยอมรับซึงยูนด้วย

    ฮือ ... อดีตไม่สำคัญมาก T_T

    พ่อซึงยูนกับคุณซงคนพ่อ นี่ควรไปค่ะ ไปปรับทัศนคติทั้งคู่
    จิตใจทำด้วยอะไร ทำไมถึงทำร้ายคนอื่นได้ขนาดนี้ /ปาดน้ำตา

    แต่ตอนท้าย รู้สึกยิ้มออกเลยนะคะ ดีใจที่อย่างน้อยซึงยูนก็ยิ้มได้

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ^^

    ReplyDelete
  3. Anonymous24/1/16 14:15

    ชีวิตเล็กๆ ของเด็กคนนึงที่เพิ่งขาดแม่ไม่ควรจะต้องมาเจออไรแบบนี้เนาะ ยิ่งคนที่ทำเป็นพ่อแท้ๆ ของตัวเองแล้วด้วยนี่ยิ่งรู้สึกสลดไปใหญ่เลย T-T

    เพราะสิ่งที่ได้รับตั้งแต่เด็กทำให้ความรู้สึกซึงยุนเกือบจะตายด้านไปแล้ว จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ถูก ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากการเขียนของไรท์คือซึงยุนพยายามแสดงออกถึงความรู้สึกด้านชาเหล่านั้นมากกว่าเนาะ ลึกลงไปแล้วความรู้สึกเจ็บปวดมันบอกผ่านทางสายตา คำพูดตลกร้ายที่บอกมินโฮว่า 'ถ้าคุณมีเงินผมจะให้จูบ' นี่อ่านแล้วรู้สึกจุกจริงๆ ค่ะ

    ซึงยุนเหมือนจะเห็นร่างกายตัวเองมีค่าและตีเทียบราคาเงินตราได้ แต่แท้จริงแล้วไม่เลย ที่ซึงยุนพูดแบบนั้นเพราะตัวเขาเองก็มองไม่เห็นถึงคุณค่าของตัวเองเลยสักนิด มันน่าเศร้านะคะแบบนั้น...

    แต่ แต่ แต่ แต่แล้วพระเอกของเราก็มา โอ้ยยยย พ่อคนละมุนนนน รักน้องเขามากมั้ยลูก ติดตาตรึงใจตั้งแต่แรกเห็นขนาดนั้น ทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อช่วยปลดปล่อยให้ซึงยุนเป็นอิสระจากพ่อตัวเอง หล่อมากค่ะ หล่อมากๆ T-T

    ดีใจที่จบแบบแฮปปี้นะคะ กลิ่นอายตอนเปิดเรื่องนี่หม่นหมองมากค่ะ กลัวใจมากว่าจะจบไม่สวย ถึงอุปสรรคจะเย๊อะะะะะ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเนาะ /ถอนหายใจโล่งอกดังมาก/

    ขอบคุณน้องป๊อปมากนะคะสำหรับฟิคสนุกๆ เยิ๊ฟฟฟ♥

    ReplyDelete
  4. เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาอ่าน
    ชอบมากๆเลยค่ะไรท์ ช่วงแรกนี่ปวดตับมาก
    สงสารยูนTT
    พี่มิอบอุ่นมาก เป็นฟีลหวานแบบอบอุ่น ขอบคุณที่เข้ามาช่วยยูนนะ
    เหนือสิ่งอื่นใด ชอบพี่แหมบมทกค่าา5555

    ReplyDelete