My
deep feelings.
Pairing : Minho x Seunghoon
Rate : G
Note : ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมโนขึ้นมิเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงใดๆบนโลกใบนี้
ภาพเด็กเล็กจำนวนมากวิ่งไปมาอยู่ในสนามเด็กเล่นกำลังฉายชัดอยู่ในแววตาของผม
เด็กน้อยมากหน้าหลายตาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
ไม่แม้แต่จะมีความเกี่ยวเนื่องใดๆกันทางสายเลือด สถานที่ๆผมเองก็เคยใช้ซุกหัวนอน
เราต่างไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนพ่อแม่หน้าตาเป็นเช่นไร แต่เราทุกคนมีชะตากรรมเดียวกัน...
เด็กถูกทิ้ง
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกพาตัวมาที่นี้เมื่อไหร่จำได้เพียงแค่ว่าผมโตมาพร้อมๆกับเด็กอีก
2 คน คนหนึ่งคือเพื่อนสนิทที่ตอนนี้นั่งอยู่ข้างๆกัน
กับอีกคนที่อายุมากกว่าผมไม่กี่ปีและเขาก็กำลังจะตามสมทบกับผมที่นี้เช่นกัน
“พี่ซึงฮุนเขาจะมาตอนไหนวะ”
ผมทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆเพื่อให้คำตอบเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างๆ
“มึงไม่โทรไปถามเขาล่ะแทฮยอน”
“ขี้เกียจ”
เหตุผลมึงสมน้ำสมเนื้อมากครับเพื่อน
แน่นอนครับทุกสิ่งมันมักจะจบลงและหยุดนิ่งเมื่อเหตุผลคือขี้เกียจ
จะหาอะไรมาเอาชนะเจ้าคำนี้ได้ก็คงจะยากเกินไป
วันนี้เราทั้งสามคนมีนัดกันกลับมาเยี่ยมบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังนี้ครับ...
หลังที่พวกเราเติบโตมาพร้อมๆกัน
สถานที่ๆไม่มีใครอยากอยู่
คุณอาจจะมองว่าเด็กเหล่านี้ขาดความอบอุ่น
ขาดการได้รับความเอาใจใส่และไม่มีใครต้องการพวกเขา แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นถ้าหากว่าคุณได้ลองมาสัมผัสจริงๆซักครั้ง
ที่แห่งนี้ทำให้เราได้ร่ำเรียน ขัดเกลาให้เราเป็นคนดีมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์
รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
แม้มันจะแออัดไปซักนิดแต่มันก็อบอุ่นดีที่เราได้ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน
เราสามคนเติบโตที่นี้ร่ำเรียนจนจบและหางานทำดีๆซักแห่งจนเลี้ยงดูตัวเองได้
ทุกสิ้นเดือนเมื่อเราได้น้ำพักน้ำแรงจากการทำงานอย่างแสนสาหัสมา ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งเพื่อมอบให้กับสถานที่แห่งนี้สำหรับใช้จ่ายในส่วนต่างๆ
ทั้งค่าอาหารของเด็กๆค่าน้ำค่าไฟและอื่นๆ
เพราะรัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงนักหรอก
“ช้าชิบหาย ใกล้ถึงเวลาทำงานแล้วเนี้ย”
“ก็กูบอกให้มึงโทรไปตามไงแทฮยอน”
ร่างโปร่งข้างๆหันมามองค้อนทันทีเมื่อผมพูดจบ
“ก็แล้วทำไมมึงไม่โทรละ...
กูบอกว่ากูขี้เกียจเนี้ย
เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วกูก็โทรไปถ้าตอนนี้กูโทรไปอีกก็โดนพี่แกด่าพอดีดิห่า”
แล้วคำบ่นยาวเป็นห่างว่าวก็ถูกพ่นออกมาจากปากบางนั่น
ริมฝีปากที่ผมเผลอแอบมองอีกแล้ว
“มองเหี้ยไร อยากจูบกูรึไง”
รู้สึกตีนกระตุกอยากจะถีบปากคนพูดเหลือเกิน
สารภาพตรงๆว่าผมมักจะชอบมองริมฝีปากของเพื่อนคนนี้เสมอ จะว่าไงดีละ... ก็ผมเคยสัมผัสมาแล้วอ่ะนะ
55555
“อย่าแม้แต่จะคิดนะไอ้สัส”
แล้วไอ้แทฮยอนก็ชี้หน้าคาดโทษผมทันที
ท่าทางนั่นทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“แหมของเคยๆอ่ะมึง”
ใช่ครับของเคยๆ ก็นะ..
ผมกับแทฮยอนเคยทดลองคบกันเมื่อ 4-5 ปีก่อนตอนสมัยเรียนและอาศัยอยู่ที่นี้ ความใกล้ชิดทำให้ผมเข้าใจไปว่าผมอาจจะชอบมัน
และพอดีกับมันที่อยากลองคบกับใครซักคนดู เราสองคนเลยตกลงคบกัน
แต่พอผ่านไปซักพักเราต่างก็เข้าใจความรู้สึกของตัวเองว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด
เราแค่รู้สึกดีที่คอยดูแลกันและกันก็เท่านั้น ผลสุดท้ายต่างคนต่างถอยออกมาคนละก้าวแล้วกลับมาลงเอยที่คำว่าเพื่อนเหมือนเดิม
ซึ่งมันก็มีความสุขดี ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรถึงแม้ในตอนแรกๆผมจะแอบผิดหวังและรู้สึกแย่อยู่บ้างในบางทีก็ตาม
กลับมาที่ปัจจุบัน... ผมกระแซะไหล่ใส่คนข้างๆเล็กน้อยอย่างหยอกล้อ
“ไอ้เหี้ย”
หันมาด่าเสร็จเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืนแล้วขยับไปนั่งม้านั่งตัวข้างๆแทน
ก่อนจะทำสีหน้าไม่พอใจส่งมาให้ผมอีกที เห็นแบบนั้นผมก็แอบขำไม่ได้เลยพูดแซวมันขึ้นมาอีกรอบ
“ทำไม มึงเขินรึไง 55555555555”
“มึงหยุด...
เมื่อเช้าก่อนออกมามึงได้บอกพี่เขารึเปล่าว่าจะมากี่โมง”
“กู....”
“อย่าบอกนะว่ามึงลืมบอกอีกแล้ว”
ผมพยักหน้าตอบเพื่อนก่อนจะโดนมันเอาฝ่ามือตบเข้าจังๆที่กลางกบาล
จริงๆแล้วผมไม่ได้ลืมบอกหรอกแต่เพราะเมื่อเช้าก่อนออกมาจากคอนโดผมเห็นว่าอีกคนกำลังนั่งหลับอยู่กับโต๊ะหน้าโซฟาซึ่งวางเอกสารอะไรก็ไม่รู้มากมายเต็มไปหมด
เดาเอาว่าเมื่อคืนพี่เขาคงยังไม่ได้นอนผมก็เลยไม่กล้ารบกวนเวลาพักผ่อนของเขาก็เท่านั้น
เราทั้งสามอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกันเพราะตอนที่ทำงานใหม่ๆพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง
พอดีกับช่วงนั้นที่คิดว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมีจำนวนเด็กเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆนี่คงเล็กเกินไป
เราเลยควานหาบ้านเช่าและคอนโดอยู่ แล้วก็เจอคอนโดแห่งนี้ที่มีห้องนอนมากถึงสามห้อง
แถมยังเดินทางไปมาสะดวกมากเพราะอยู่ใจกลางเมือง
และพอดูจากหน้าที่การงานของพวกเราแล้วก็คงผ่อนค่าคอนโดได้ไม่ยากนัก
“มึงนี่นะ...”
“เฮ พี่มาแล้วววววววววววววว”
ก่อนที่คนตรงหน้าจะบ่นอะไรออกมาอีกก็มีเสียงแหลมดังมาจากด้านหลัง
ทำให้ผมทั้งคู่หันไปมองต้นเสียงที่แสนคุ้นเคยนั่น วิศวกรหนุ่มไฟแรงกำลังเดินตรงมาด้วยท่าทางงัวเงียเต็มที
ชายร่างสูงโปร่งผิวขาวผ่องสวมเสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงยีนส์สีซีดที่มีรอยขาดขนาดกว้างชนิดที่เรียกได้ว่าเอากรรไกรมาตัดทิ้งไปแล้วใส่เป็นกางเกงขาสั้นเลยก็ได้ที่บริเวณเข่าทั้งสองข้างกำลังเดินตรงมาหาพวกผมพร้อมกับโบกมือไปมาเป็นการทักทาย
ผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงนั่นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกคนเพิ่งตื่นเมื่อไม่นานนี้แน่ๆ
“เพิ่งตื่นใช่มั้ยเนี้ย
แล้วที่โทรไปปลุกตอนแรกนี่หลับต่อเหรอวะพี่ซึงฮุน”
“เอ่อ... โทษทีนะแทฮยอนอ่า
เมื่อเช้าที่รับสายเรานั่นพี่จับใจความที่เราพูดไม่ได้เลย.. พี่ก็เลย...”
“ก็เลยหลับต่อ ไอ้พี่นิสัยเสีย!!!
โตป่านนี้แล้วความรับผิดชอบอยู่ตรงไหนห๊ะ”
ทันทีที่คนอายุมากกว่าเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าม้านั่งทั้งสองตัวแทฮยอนก็พ่นคำพูดออกมาอย่างเหลืออด
จนคนโดนบ่นต้องขอโทษขอโพยอยู่หลายรอบกว่าแทฮยอนจะยอมหยุดได้ก็ปาไปเกือบ 10 นาที
หลังจากแทฮยอนสงบสติอารมณ์ได้แล้วเราทั้งสามก็เดินเข้ามาในห้องสำนักงานของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เพื่อมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าใช้จ่ายของเดือนนี้
“อ้าวแก็งละครสัตว์แวะมาอีกแล้ว”
หญิงสูงวัยใบหน้าแย้มยิ้มที่แสนคุ้นเคยเดินเข้ามาทักทายอย่างอบอุ่น
ริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาเพราะขาดการดูแลทำให้รู้ว่าหญิงคนนี้เหนื่อยล้ามากแค่ไหนกับการทำงานในสถานที่แห่งนี้
ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยเห็นท่านได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว
“สวัสดีครับแม่ใหญ่”
เราทั้งสามกล่าวทักทายและทำความเคารพผู้มีพระคุณท่านนี้พร้อมๆกัน
“คิดถึงแม่ใหญ่จังเลยครับ”
เป็นพี่ซึงฮุนที่เอ่ยคำหวานแล้วเดินเข้าไปกอดท่านเพื่อทำคะแนนก่อนใครเพื่อน
“ยังขี้อ้อนเหมือนเดิมเลยนะเจ้าสิงโตของแม่ใหญ่”
แม่ใหญ่ลูบหัวทุยๆของพี่ซึงฮุนอย่างรักใคร่ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้กับเราสองคนอีกครั้ง
“แล้วเป็นไงบ้างละเจ้าแมวเจ้าหมี
สบายดีมั้ย”
“โอ๊ยแม่ใหญ่ เมื่อไหร่จะเลิกเรียกแบบนั้นซักทีละครับ...
ผมคิดถึงแม่ใหญ่จังเลย”
แทฮยอนบ่นอุบอิบก่อนจะเดินไปกอดแม่ใหญ่อีกคน
ตอนเด็กๆพวกเราสามคนถูกตั้งฉายาว่าแก็งละครสัตว์ประจำสถานกำพร้าแห่งนี้ครับ
เพราะเรามักจะเป็นคนเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนที่นี่บ่อยๆ
โดยส่วนมากแล้วจะเป็นพี่ซึงฮุนที่ชวนผมทำอะไรประหลาดๆให้คนอื่นๆหัวเราะออกมา
แล้วก็จะมีแทฮยอนคอยให้ความร่วมมืออีกที
“แล้วเล่นกอดแม่ใหญ่กันแน่นทั้งสองข้างงี้ผมจะกอดแม่ใหญ่ยังไงละเนี้ย”
“โอ๋ๆ ไม่เอาไม่งอแงนะ
มานี้มาพ่อหมีของแม่ใหญ่”
แม่ใหญ่ปล่อยมือที่กำลังลูบหัวของแทฮยอนกับพี่ซึงฮุนออกแล้วอ้าแขนเพื่อให้ผมเดินเข้าไปกอดตรงกลางอีกคน
“เด็กพวกนี้นี่คิดถึงแต่แม่ใหญ่ใช่มั้ย
แม่เล็กน้อยใจแล้วนะ”
แล้วหญิงสูงวัยอีกคนก็เดินออกมาจากห้องพักแล้วพูดตัดพ้อพวกผมน้อยๆ
ทำให้พี่ซึงฮุนรีบปล่อยมือจากแม่ใหญ่แล้วเดินไปโอบเอวแม่เล็กก่อนจะยกท่านอุ้มจนขาลอยขึ้นจากพื้น
“โอ๋ๆ ผมคิดถึงแม่เล็กมากๆเหมือนกันครับ”
“ย๊าส์ปล่อยแม่ลงเดี๋ยวนี้นะไอ้สิงโตหนุ่ม”
แม่เล็กใช่มือทุบแขนของพี่ซึงฮุนไปหลายทีจนเจ้าตัวยอมปล่อยท่านลง
เราทั้ง 5 นั่งคุยกันอยู่ในห้องสำนักงานกันเป็นชั่วโมงๆ
เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับหญิงสูงวัยทั้งสองได้เป็นอย่างมากจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนบ่ายพวกผมก็ขอตัวกลับ
“ขอบใจมากเลยนะทั้ง 3 คน
แต่วันหลังไม่ต้องแล้วนะลูก เก็บไว้สร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้ว”
เสียงแม่ใหญ่เอ่ยขึ้นในขณะที่เดินมาส่งพวกผมที่ด้านหน้าสำนักงาน
“พวกผมยังไม่รีบครับแม่ใหญ่”
แทฮยอนกล่าวตอบแม่ใหญ่ที่กำลังยืนกอดตนอยู่
“ได้ยังไงกัน
ในอนาคตลูกๆของแม่ใหญ่ก็ต้องมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นของตัวเอง
แล้วอย่าลืมดูแลคนในครอบครัวให้ดีๆละ”
“ก็นี้ไงครับ ครอบครัวของพวกผม เนอะพี่ซึงฮุน
แทฮยอน”
“ถูกต้อง!!!”
หลังจากผมขอความเห็นทั้งสองคนก็ได้รับเสียงตอบแข็งขัน
นั่นทำให้แม่ใหญ่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
เราสามคนกล่าวลาก่อนจะเดินออกมาที่สนามเด็กเล่นอีกครั้ง
เราทั้งสามนั่งอยู่ที่ชิงช้าเตี้ยๆกลางสนาม
ต่างคนต่างก็นั่งเงียบมองดูเด็กๆวิ่งเล่นไปมาตรงหน้า
“ยูนยูนอย่าแย่งของเยา”
“จีนูแบ่งเยาเย่นบ้าง”
เสียงเด็กน้อยที่แสนคุ้นหูกำลังทะเลาะกันดังเข้ามาในโสตประสาททำให้ผมสอดส่ายสายตามองหาต้นตอของเสียงที่น่าจะอยู่ไม่ไกลมากนัก
“หื้ม.. ว่าไงพี่”
แรงสะกิดที่ไหล่ทำให้ผมหันไปมองหน้าคนข้างๆเล็กน้อย
พี่ซึงฮุนไม่ได้ตอบทำถามของผมเพียงแต่ชี้นิ้วไปด้านหน้าให้ผมมองตามเท่านั้น เมื่อมองตามไปผมก็พบกับเด็กสองคนที่กำลังยื้อแย่งหุ่นยนต์ตัวเล็กอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่อีกฟากของสนาม
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปสังเกตเหตุการณ์ใกล้ๆ
“เยาไม่ให้ยูนยูนเย่นหรอก”
“ฮึก.. จีนู ฮึก... จีนูใจย้าย”
เด็กผมหน้าม้ากำลังจะร้องไห้ออกมานั่นทำให้ผมต้องเดินเข้าไปปลอบทันที
ผมลูบหัวเด็กนั่นเล็กน้อยก่อนจะหันไปพูดกับเด็กตาโตอีกคนที่ยืนกอดหุ่นยนต์อยู่
“จินอูครับ แบ่งให้ซึงยูนเล่นด้วยนะ”
“แต่...
แต่ยูนยูนชอบทำของจีนูพังนี่ฮ่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเด็กหัวกลมที่ถูกเพื่อนพูดถึงก็ทำหน้าเศร้าลงไปอีก
เห็นดังนั้นผมจึงส่ายหัวน้อยๆก่อนจะนึกบางอย่างออกแล้วย่องลงไปนั่งข้างๆเจ้าเด็กแสบทั้งสอง
“ซึงยูนสัญญาได้มั้ยครับว่าจะไม่ทำของจินอูพังอีก”
“ยูนยูน... ยูนยูนสัญญาฮับ”
“ไหนสัญญาแล้วต้องทำยังไงครับ”
แล้วเด็กน้อยก็ยื่นนิ้วก้อยเล็กๆมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของผม
“จินอูครับซึงยูนเขาสัญญากับพี่แล้วนะว่าจะไม่ทำของเล่นของเราพังอีก
ให้ซึงยูนเล่นด้วยนะครับ”
“ก็... ก็ได้ฮ่ะ”
แล้วจินอูก็ยื่นหุ่นยนต์ให้กับซึงยูน
ทั้งสองตกลงกันว่าจะเข้าไปเล่นกันต่อที่ด้านในอาคารทำให้เด็กทั้งคู่หันมาโบกมือลาและขอบคุณผมก่อนจะเดินจากไป
“เดี๋ยวนี้คำพูดคำจามึงนี่เหมือนใครบางคนเลยเนอะ”
ไม่รู้แทฮยอนมันมายืนข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่แต่คำถามเมื่อครู่นั้นทำให้ผมหันไปสบตากับพี่ซึงฮุนที่ยืนอยู่ด้านหลังแทฮยอนเล็กน้อย
“ค ใครวะ ม มึงคิดไปเองปะเนี้ย”
ผมถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักรู้สึกหน้าร้อนกับคำถามนั้นทั้งๆที่มันไม่ได้มีอะไรให้ต้องเขินอายเลยซักนิด
“คนแก่แถวนี้แหละ”
ไอ้เพื่อนผมแสกกลางเน้นคำว่าแก่ซะดังเล่นเอาคนข้างหลังสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะใช้ฝ่ามือเขกกบาลน้องรักซะเต็มแรง
“ว่าใครแก่ห๊ะไอ้เด็กหน้าแมว”
“ว่าพี่นั่นแหละไม่รู้ตัวหรอ”
“ย๊าส์!!!”
จบบทสนทนาแทฮยอนก็วิ่งหนีคนเป็นพี่ที่พร้อมจะเขกกบาลน้องซ้ำได้อีกทุกเมื่อ
ทั้งสองจึงวิ่งไล่กันไปมาอยู่ในสนามเด็กเล่นเหมือนเด็กๆ
“ย๊าส์พี่ซึงฮุนผมเจ็บ”
ผมมองภาพตรงหน้าไปก็ยิ้มไป
ความสุขพวกนี้มันหาไม่ได้จากที่ไหน นอกจากคนในครอบครัวที่ผมมี
ครอบครัวเล็กๆที่ดูแลกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งๆที่ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องใดๆทางสายเลือดเลยซักนิด
ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเราทั้งสามต้องแยกจากกันมันจะเป็นยังไง....
ไม่นานแทฮยอนก็ขอตัวกลับไปก่อนเพราะเจ้าตัวมีตารางถ่ายแบบแม้วันนี้จะเป็นวันหยุดก็ตาม
ก็รายนั้นเขาเป็นนายแบบชื่อดังนี่ครับจะมาว่างงานแบบจิตกรอย่างผมได้ยังไง
ส่วนพี่ซึงฮุนที่ตามมาทีหลังเพื่อนก็ชวนให้ผมอยู่ที่นี้ต่ออีกซักพัก
เราสองคนเดินสำรวจไปรอบๆสถานที่แห่งนี้เงียบๆจนกระทั่ง....
“คิดถึงเมื่อก่อนเนอะ”
“ก็... คิดถึง”
คนตัวสูงข้างๆหันมายิ้มบางๆให้ก่อนจะก้าวเดินต่อไป
ผมมองรอยยิ้มนั่นแล้วก็เผลอยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“เมื่อก่อนนายกับแทฮยอนทะเลาะกันประจำเลย”
“แล้วพี่ก็ชอบให้ผมสัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกันอีก”
“แต่นายก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม”
เราสองคนหันมามองหน้ากันก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“แล้วพี่ก็ให้สัญญาซ้ำๆอยู่แบบนั้น...
แบบที่ผมให้ซึงยูนทำเมื่อกี้”
อีกแล้ว รู้สึกหน้าร้อนอีกแล้ว....
ผมว่ากลับไปคอนโดผมคงจะไข้ขึ้นแน่ๆ
“ขี้เลียนแบบเนอะ”
“ก ก็มันน่ารักดี”
ผมตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเพราะกลัวคนข้างๆจะได้ยิน...
แต่ผมว่าพี่ซึงฮุนก็น่าจะได้ยินนั่นแหละ ก็แถวนี้มันมีแค่ผม 2 คนนี่หว่า
“คนทำตามก็น่ารักนะ”
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน หัวใจเต้นเร็วจนน่ากลัวเพราะคำพูดไม่กี่พยางค์เมื่อครู่
ใบหน้ากำลังร้อนผ่าวอีกครั้ง ร้อนกว่าครั้งที่แล้วเป็นไหนๆ
ให้ตายเหอะนี่ผมเป็นบ้าอะไรวะ
แล้วนี่ยิ้มทำบ้าอะไรเนี้ยโอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ตายแน่
ถ้าใจยังเต้นแรงขนาดนี้ไอ้มินโฮตายแน่ๆ
“พ พี่ พี่ซึงฮุน”
ผมหยุดยืนตัวแข็งทื่อแล้วยื่นมือไปคว้าข้อมือพี่ซึงฮุนเอาไว้เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะตายแน่ๆ
“ว่าไง”
พี่เขาส่งยิ้มกว้างมาให้
และนั่นมันทำให้ผมใจเต้นแรงขึ้นไปอีก
เชี่ยแล้วววววววววววววววววววววววววววว
“ผม ผมว่าผม... ผมใกล้จะตายแน่เลยพี่”
“ห๊ะ....”
พี่ซึงฮุนเอียงคอเล็กน้อยพลางทำสีหน้าสงสัย...
คือแม่ง อย่าทำหน้าแบบนั้นได้มั้ยมัน...
มันน่ารัก...
เฮ้ย ไม่ใช่ดิ มันใช่เวลามาชมคนตรงหน้ามั้ย
“เป็นไรเนี้ย”
คิ้วบางๆของพี่ซึงฮุนขมวดเข้าหากันก่อนจะเอ่ยถามผมอีกครั้ง และผมไม่รู้จะพูดยังไงเมื่อตอนนี้หัวใจผมมันเริ่มกลับมาเต้นปกติอีกครั้งแล้ว
“ไม่สบายหรอ หน้าแดงเชียว”
มือเรียวยื่นมาดึงหัวของผมเข้าไปใกล้ๆก่อนที่หน้าผากของเราทั้งคู่จะจรดกัน
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เอาอีกแล้ว มึงเต้นแรงอีกแล้วนะหัวใจ
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่หว่า”
พี่ซึงฮุนบ่นอุบอิบก่อนจะผลักหัวผมออกเบาๆ หากแต่ผมกลับดึงมือของพี่เขามาทาบอกข้างซ้ายของตัวเองเอาไว้เสียก่อน
“หัวใจผมเต้นโคตรแรงเลยพี่ ผม
ผมเป็นเหี้ยไรวะ”
“ด เดินมานานแล้ว น น่าจะเหนื่อยมั้ง”
ใบหน้าขาวใสตรงหน้าเริ่มมีริ้วแดงจางๆพาดผ่านที่แก้มทั้งสองจนผมสังเกตได้
น่ารักอีกแล้ว
พี่ซึงฮุนน่ารักอีกแล้ว....
“แต่เมื่อกี้ตอนหน้าผากชนกันมันเต้นแรงมากเลยนะพี่
เต้นแรงจนผมเองก็ตกใจ”
พี่ซึงฮุนรีบดึงมือออกจากหน้าอกของผมทันทีก่อนจะหันหลังให้ผมอย่างรวดเร็ว
“ก กลับกัน พี่ง่วง”
น้ำเสียงอ้อมแอ้มเอ่ยชวนกลับคอนโดก่อนจะเดินนำไปอย่างรีบร้อนและไม่หันมามองคนที่ฉีกยิ้มกว้างอยู่ด้านหลังแบบผมอีกเลย
“เฮ้ย รอผมด้วยดิ”
หลังจากวันหยุดที่ผ่านมาพี่ซึงฮุนกับแทฮยอนก็กลับไปทำงานหนักเหมือนเดิม
จะมีก็เพียงผมที่ออกไปหาแรงบันดาลใจตามสถานที่ต่างๆเรื่อยเปื่อย
มีรับสอนนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยบ้างในบางวันของสัปดาห์
ทำให้เราทั้งสามค่อนข้างจะมีเวลาให้กันน้อยลง
ยิ่งพ่อนายแบบเนื้อหอมนั่นไม่ต้องพูดถึง
ช่วงนี้งานเยอะมากจนได้เจอหน้ากันวันละไม่กี่ชั่วโมง
ขานั้นทำงานทุกวันจะมีได้หยุดยาวบ้างนานๆครั้งผิดกับผมที่ทำงานอิสระและพี่ซึงฮุนที่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ทุกสัปดาห์
โดยปกติวันเสาร์แบบนี้พี่ซึงฮุนจะนอนสลบอยู่ที่หน้าโซฟา
หากแต่วันนี้เขากลับตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งหล่อตั้งแต่เช้าอย่างอารมณ์ดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“วันนี้พี่กลับดึกนะ
อยู่คนเดียวได้รึเปล่า”
คนตัวสูงตะโกนถามผมที่นั่งกินอาหารเช้าอยู่ในครัว
“ผมโตแล้วนะพี่
ทำเหมือนอยู่ด้วยกันตลอดเวลาไปได้”
“ก็เป็นห่วงนี่หว่า”
ไอ้ประโยคชวนหน้าร้อนพวกนั้นพี่เลิกพูดมันซักทีได้มั้ยวะพี่ซึงฮุน
“ว่าแต่จะไปไหนอ่ะ
วันนี้หยุดไม่ใช่หรอ”
ผมเดินออกจากครัวพร้อมกับกาแฟหอมๆในมือ
เอ่ยถามพี่ซึงฮุนที่ใส่รองเท้าอยู่หน้าประตู
“ลูกค้านัดกินข้าว”
คนตัวสูงตอบก่อนจะยืนขึ้นแล้วยื่นหน้าขาวๆนั่นมาใกล้จากนั้นก็ใช้ปากงับขอบถ้วยกาแฟโดยที่อีกด้านของถ้วยมีปากของผมซึ่งยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปากอยู่พอดี
นั่นทำให้หน้าของเราอยู่ห่างกันไม่มากมีเพียงถ้วยเซรามิคเล็กๆนั่นกลั้นเอาไว้
ตาคมสบเข้ากับตาเรียวเล็กนั่นก่อนที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจะทำงานหนักอีกครั้ง
ไอ้ชิบหายนี่กูเป็นอะไรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร
แล้วคนตัวสูงตรงหน้าก็ยิ้มจนตากลายเป็นขีดก่อนจะยกมือขึ้นจับถ้วยแล้วแย่งไปดื่มทันที
“ไปละน้องรัก”
พูดจบก็ยื่นถ้วยกาแฟกลับมาให้ก่อนจะใช้มือข้างเดิมลูบหัวผมเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้องไป
ทิ้งไว้เพียงผมที่ยืนมองถ้วยกาแฟเปล่าในมือพร้อมกับความรู้สึกที่ตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
“บ้าแล้วแน่ๆ นี่กูชอบพี่ซึงฮุนหรอวะ”
“ไม่มั้ง แค่เขินแน่ๆ...
ใครโดนทำแบบนั้นเข้าก็ต้องเขินทั้งนั่นแหละ”
“ใช่ แค่เขินแน่ๆ”
วันหยุดผ่านไปรวดเร็วอีกครั้งซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายกับชีวิตของผมหรอก
แต่ที่แปลกคืออาทิตย์นี้พี่ซึงฮุนแทบจะไม่อยู่ติดห้องเลยซักวัน
ไม่ว่าจะเสาร์หรืออาทิตย์
เอาจริงๆผมค่อนข้างจะเหงานิดหน่อยกับอาทิตย์นี้อ่ะนะ...
โอเคยอมรับก็ได้ว่าเหงามาก
ก็ปกติหากเป็นวันหยุดพี่ซึงฮุนคงจะชวนผมไปเที่ยวเล่นแก้เบื่อซักครึ่งวันก่อนจะกลับมานอนพักยาวๆ
แต่สองวันที่ผ่านไปนั้นแทบจะไม่เจอกันด้วยซ้ำ เพราะวันเสาร์ที่ผ่านมาแกกลับห้องดึกมาก
พอกลับมาก็เข้าห้องแล้วหายเงียบไปเลย
ส่วนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจากที่ควรจะมีคนมาเคาะประตูปลุกผมในตอนเช้า
ผมกลับตื่นขึ้นมาพบความว่างเปล่าออกมาจากห้องนอนของตัวเองเกือบบ่ายโมงแต่ไม่มีใครอยู่ห้องเลยซักคน
รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งให้กลายเป็นหมีเฝ้าห้อง..
แต่หมีบ้าที่ไหนจะเฝ้าห้องวะ
ด้วยความที่ไม่อยากจะออกไปแออัดกับคนจำนวนมากในวันหยุดผมก็เลือกที่จะหมกตัวอยู่ห้อง
นั่งๆนอนๆขีดเขียนรูปเรื่อยเปื่อยก่อนจะออกไปรับแทฮยอนตอนหัวค่ำเพราะเจ้าตัวโทรมาตาม
ส่วนพี่ซึงฮุนนะเหรอกลับมาห้องตอนเกือบๆเที่ยงคืน
ปากก็บอกนัดกับลูกค้า แต่ผมคิดว่าพี่แกคงติดหญิงซะมากกว่า...
บางทีพี่เขาอาจจะลืมไปว่าผมไม่ชอบการอยู่คนเดียวเอาซะเลย
คิดมาถึงตรงนี้แล้วปวดใจแปลกๆ ไม่เอาน่าผมไม่ได้ชอบพี่ซึงฮุนเขาซักหน่อย
รู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้จะมาคิดอะไรแปลกๆกับพี่เขาเอาตอนนี้ก็คงไม่ใช่หรอก...
มั้ง
“อ่า วันนี้ไปไหนดี”
ผมก้าวขาขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย mini
cooper coupe สีขาวแดงคู่ใจก่อนจะกางแผนที่เมืองหลวงซึ่งแต่งแต้มไปด้วยรอยปากกาขีดเขียนทับตามสถานที่ต่างๆเต็มไปหมด
ในวงกลมคือสถานที่ๆน่าสนใจ
ส่วนวงกลมที่มีกากบาททับคือไปมาแล้ว วงกลมที่มีหัวใจด้านในคือที่ๆคิดว่าคงจะแวะไปอีก
หลังจากตัดสินใจได้ว่าจะไปไหนผมก็พับแผนที่แผ่นใหญ่นั่นเก็บก่อนจะเอาไปวางไว้บนเบาะข้างคนขับที่ว่างอยู่
ไม่นานนักผมก็ขับรถมาถึงที่หมาย
ผมหยิบอุปกรณ์วาดรูปและกล้องถ่ายภาพตัวเก่งออกมาตั้งที่ม้านั่งริมแม่น้ำในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
จากตรงที่ยืนอยู่นี่สามารถมองเห็นสะพานใหญ่ทอดยาวไปยังอีกฝั่งของฟากแม่น้ำนี้ได้
แสงแดดที่สาดส่องลงมาไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อนมากนักเพราะบริเวณนี้มีลมพัดผ่านไปมาแทบจะตลอดเวลา
ท้องฟ้าโปร่งที่มีหมู่เมฆลอยปะปนอยู่บ้างเล็กน้อยทำให้บรรยากาศวันนี้เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างมาก
ผมจับสายสะพายกล้องคู่ใจขึ้นคล้องคอก่อนจะเดินไปเก็บภาพความงามที่ฉายชัดอยู่ในแววตาตรงหน้า
สายน้ำไหลไปตามแรงลมช่วยให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้มอง... แต่เดี๋ยว
ผ่อนคลายบ้าอะไรนี่ไม่ได้เครียดอะไรซักหน่อย
แล้วผมจะมาตบตีกับความคิดของตัวเองทำไมวะ....
เป็นบ้า?
หลังจากเก็บภาพความงามตรงหน้าได้มากพอจนเป็นที่พึงพอใจแล้วผมก็เดินกลับมาที่ม้านั่งตัวเดิม
หย่อนกายลงข้างๆกรอบผืนผ้าใบที่วางทิ้งไว้นั่งเช็ครูปในกล้องเล็กน้อยก่อนจะยกกรอบสี่เหลี่ยมสีขาวนั่นขึ้นมาวางไว้บนตัก
ปลายดินสอกวัดแกว่งไปตามแรงขับเคลื่อนของข้อมือ ขีดเขียนรายเส้นบางไปตามวิวทิวทัศที่รับรู้ได้จากสายตา
ไม่นานเส้นบางๆไม่กี่เส้นก็กลายเป็นภาพแม่น้ำขนาดกว้างที่มีเรือลำน้อยล่องลอยอยู่ตรงกลางสายธารนั่น
สะพานใหญ่โตพาดผ่านจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง
ตึกรามบ้านช่องดูเล็กไปถนัดตาเมื่อถูกนำมาเรียงรายเอาไว้ในผืนผ้าใบแผ่นนี้
ริมฝีปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสีน้ำมันแล้วละเลงลงไปจนทั่วด้วยโทนสีตามต้องการ
แล้วผืนผ้าใบขาวก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีโทนร้อนอย่างสีน้ำตาล ส้ม แดง เหลือง
และขาว ไล่แสงเข้มอ่อนไปมาตามที่ใจนึกคิด ไม่ได้อิงจากความเป็นจริงตรงหน้ามากนัก
ก็ศิลปะไม่มีผิดหรือถูกนี่ครับ
จริงมั้ย?
ผมล้างพู่กันจนสะอาดแล้วเก็บอุปกรณ์วาดรูปต่างๆให้เรียบร้อยก่อนจะนำผืนผ้าใบไปวางพิงพุ่มไม้ใกล้ๆไว้
ยกสมาร์ทโฟนเครื่องหรูขึ้นถ่ายภาพผลงานของตัวเองโดยเล็งให้ติดบรรยากาศแม่น้ำด้านหลังด้วย
จากนั้นก็กดอัพโหลดรูปลงโปรแกรม instagram ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้
หลังจากอัพรูปได้ไม่นานก็มีเสียงแจ้งเตือนการกดถูกใจทำให้ผมที่เตรียมจะขับรถกลับยกเครื่องมือสื่อสารนั่นขึ้นมาดูเล็กน้อย
จำนวนยอดการกดถูกใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากบรรดาผู้คนที่กดติดตามผมอยู่
และหนึ่งในนั้นมีพี่ซึงฮุนรวมอยู่ด้วย
นั่นทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าบริษัทของพี่เขาไม่ได้อยู่ไกลไปจากบริเวณนี้มากนัก
ผมเหล่มองตัวเลขบอกเวลาที่หน้าจอมือถือเล็กน้อยก่อนจะหลุดยิ้มออกมาแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังบริษัทที่พี่เค้าทำงานอยู่ทันที
ผมจอดรถไว้ที่ลานจอดรถหน้าบริษัทของเขา
รอเวลาอีกนิดหน่อยและเมื่อเห็นว่าเข้มยาวและเข้มสั้นที่หน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือชี้เลข
12 บอกเวลาว่าตอนนี้เที่ยงตรงพอดีผมก็หยิบสมาร์ทโฟนเครื่องสวยขึ้นมากดโทรหาเขาทันที
เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่นานปลายสายก็กดรับ
‘อ่า ว่าไงมินโฮ’
“พี่ซึงฮุนว่างมั้ยไปกินข้าวกัน”
เสียงปลายสายเงียบไปทันทีเมื่อผมถามขึ้น ผมใจเต้นถี่รัวรอฟังคำตอบของอีกคน...
ในขณะที่กำลังสงสัยกับอาการใจเต้นของตัวเองอยู่นั่นเองสายตาไม่รักดีของผมก็หันไปเห็นร่างโปร่งที่คุ้นเคยเดินออกมาจากบริษัทพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง
ทั้งคู่เดินตรงไปยังรถ BMW i8 คันดำเงาของพี่ซึงฮุนก่อนที่เขาจะเปิดประตูรถให้กับเธอ
เธอคนนั้นสวย...
ผิวขาวอมชมพูบ่งบอกว่าผ่านการดูแลมาอย่างดิบดี
ชุดเดรสสั้นสีขาวยิ่งขับให้เธอดูเด่นและขาวสะอาด
เรียวขาสวยเนียนนั่นดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี
ผมตรงยาวสลวยสีดำขลับรับกับริมฝีปากสีแดงเลือดนกยิ่งทำให้ใบหน้าเรียวดูเด่นขึ้นไปอีก
เธอสวยจนผมละสายตาไปจากเธอไม่ได้เลยทีเดียว
คนทั้งคู่ดูสนิทสนมกันจนจังหวะหัวใจของผมมันเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง
มือข้างที่ว่างของผมถูกยกขึ้นกำพวงมาลัยรถเอาไว้แน่น
‘เอ่อ.....
พี่นัดกินข้าวกับลูกค้าอ่ะ ขอโทษทีนะมินโฮ’
“ผมไปด้วยดิ”
‘เอ่อ.... พี่ต้องคุยงาน
นายจะเบื่อซะเปล่าๆนะ เอาไว้ตะ...’
“เข้าใจแล้วครับ”
ไม่ต้องรอให้คนพี่ปฏิเสธอีกรอบให้ความรู้สึกหน่วงมันกัดกินใจไปมากกว่านี้
ผมพูดตัดบทแล้วกดตัดสายทันทีก่อนจะโยนมือถือเครื่องสวยลงไปที่เบาะข้างคนขับ
ในตาคมจ้องมองพี่ซึงฮุนที่ยังคงยืนมองมือถือของตัวเองอยู่ข้างรถหรู
ผมจงใจขับรถผ่านเขาไปช้าๆและก็เป็นตามที่ผมต้องการ
เพราะมันเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่เงยหน้าขึ้นมาพอดี.... แน่นอนว่าเขาเห็นรถผม
ผมหยุดรถนิ่งหลายวินาทีเพื่อมองเขาผ่านกระจกหลังกระตุกยิ้มให้กับความรู้สึกของตัวเองที่ดูจะชัดเจนเกินไปแล้วขับรถออกมาอย่างไร้จุดหมาย
เสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กที่ผมโยนทิ้งไว้
ปรายตาไปมองชื่อคนที่ติดต่อเข้ามาเล็กน้อยก่อนจะกดปิดเครื่องแล้วโยนมันลงไปตามเดิมเมื่อพบว่าคนที่โทรเข้ามาคืออีซึงฮุน
เมื่อขับรถวนไปเรื่อยจนไม่รู้จะไปที่ไหนดีผมก็นำรถมาจอดที่ลานจอดในคอนโด
เข้ามาในห้องหรูของตัวเองเดินตรงไปยังครัวเพื่อหาน้ำดื่มดับกระหาย
“ไม่ทงไม่ทักกูเลย”
เสียงใสที่คุ้นเคยดังขึ้นจนผมสะดุ้งเล็กน้อย
“ขวัญอ่อนจังพ่อหมี”
“โทษๆ กูไม่คิดว่ามึงจะอยู่ที่ห้อง”
แทฮยอนเดินมานั่งที่เก้าอี้โต๊ะกินข้าวฝั่งตรงข้ามของผมก่อนจะยกมือขึ้นท้าวคางแล้วใช้สายตาเจ้าเล่ห์จ้องมายังผม
“อ อะไรของมึง”
“มึงนั่นแหละอะไร
กูนั่งดูทีวีหัวโด่อยู่ที่โซฟามึงจะไม่เห็นได้ไง”
“.........”
“เครียดเหี้ยอะไร
ระบายกับพี่ได้นะน้อง”
ผมแม้มปากเป็นเส้นตรงครุ่นคิดเล็กน้อยว่าควรจะระบายอาการอึดอัดตอนนี้กับมันยังไงดี
“ป่าว ก็แค่ปกติมึงไม่อยู่ห้อง”
ผมเถียงข้างๆคูๆไปตามน้ำ
และนั่นทำให้ไอ้เพื่อนสนิทพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเบะปากเพื่อบ่งบอกว่าไม่ได้เชื่อไอ้สิ่งที่ผมพูดซักนิด
แต่ก็ดีตรงที่มันไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
“พอดีกูถ่ายเสร็จไวอ่ะ
ว่าแต่มึงไปวาดรูปมาเหรอ เห็นอัพไอจี”
“เห็นแล้วยังถามเนอะ”
ผมตอบเสียงเรียบก่อนจะได้รับนิ้วกลางชูกลับมาพร้อมกันสองข้างจากคนที่นั่งตรงข้ามกัน
“แดกข้าวมาแล้วดิ”
ผมส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยหน่าย
เรื่องราวเมื่อครู่ทำเอาลืมหิวไปเสียสนิท
“กูก็นึกว่าไปกินกับพี่ซึงฮุนมาแล้วซะอีก”
น้ำเสียงที่ฟังดูล้อเลียนนั่นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกคนทันที
“อะไรทำให้มึงคิดงั้น”
“ก็สวนที่มึงไปอยู่ใกล้บริษัทพี่เค้าไม่ใช่หรอ...
ไปทีไรก็กูก็เห็นมึงไปกินข้าวกับเค้าทุกที”
ครับ...
นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่ผมไปสวนนั่น และมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมชวนพี่เค้าออกไปกินข้าว
“ใครเขาจะว่างตลอดเวลาเหมือนกูอ่ะ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง
แล้วไอ้เพื่อนตัวยุ่งที่ดูจะว่างเสียเหลือเกินก็เดินตามหลังมาติดๆ
ก่อนจะแทรกตัวเข้าห้องของผมแล้ววิ่งตรงไปยังเตียงนอนนุ่มๆนั้นทันที
ผมถอนหายใจเล็กน้อยแล้วไปนั่งลงข้างๆมันก่อนจะเอนหลังลงนอนราบไปกับเตียง
ผมได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากหัวเตียงแต่ก็ไม่ได้สนใจจะหันไปมอง
คิดว่าแทฮยอนคงกำลังรื้ออะไรบางอย่างอยู่
ในหัวของผมตอนนี้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะสนใจไอ้แสบนั่นด้วยซ้ำ ภาพชายหนุ่มกับหญิงสาวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วยังฉายชัดอยู่ในความทรงจำน้อยๆของผม
ภาพที่เขาสองคนส่งยิ้มละมุนละไมนั่นให้กัน...
ไปกินข้าวกับแฟนก็บอกดิ ทำไมต้องโกหก
“ไอ้มินโฮ”
เสียงเรียกทำให้ผมหลุดจากห้วงความคิดของตัวเองแล้วหันไปมองต้นเสียงที่ตอนนี้ในมือถือสมุดวาดเขียนขนาด
A5 ที่ผมซุกไว้บนลิ้นชักหัวนอน
แทฮยอนเปิดดูมันทีละหน้าพร้อมกับดวงตาลุกวาวซึ่งผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะเวลาที่มันนั่งดูภาพวาดของผมมันมักจะสนอกสนใจเป็นพิเศษแบบนั้นอยู่แล้ว
“ว่า”
“มึง... มึงคิดอะไรกับพี่ซึงฮุนเค้ารึเปล่าวะ”
จู่ๆคำถามที่ชวนให้สับสนในตัวเองมากกว่าเดิมก็ถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวใจที่เต้นแปลกๆ
หัวใจเต้นรัวจนน่าใจหาย อาจจะเพราะผมตื่นเต้นกับคำถาม หรืออาจจะเพราะผมสงสัย...
สงสัยว่าอะไรดลใจให้ไอ้คนบนหัวเตียงถามคำถามนี้ขึ้นมา
หรืออาจจะเพราะภาพคนสองคนที่อยู่ด้วยกันเมื่อครู่?
“คิดก็เหี้ยละ
หมีกับสิงโตมันคนละสปีชีส์กันเอากันไม่ได้เว้ย”
“แต่แมวกับหมีก็คนละสปีชีส์กันนะมึง”
คำพูดของแทฮยอนทำเอาผมแดกจุด
หากเป็นเมื่อก่อนคำพูดเหล่านั้นอาจจะทำให้ผมปวดหนึบที่อกข้างซ้ายนิดหน่อยเพราะมันดูเหมือนกำลังถูกอีกคนปฏิเสธอยู่
แปลก...
ผมยกมือขึ้นทาบอกเพื่อสัมผัสให้แน่ใจว่าอัตราการเต้นของหัวใจนั้นยังคงเป็นปกติอยู่
“ถามใจตัวเองดีๆนะมึง”
เสียงนั่นทำให้ผมหลุดจะภวังค์ของตัวเองอีกครั้ง
ผมหันไปมองหน้าเพื่อนก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นชัดๆว่าสมุดเล่มที่อยู่ในมือของเพื่อนคือเล่มไหน
“แรกๆก็ก็แค่จะดูรูปกูที่มึงเคยวาดเฉยๆ”
“........”
“แต่ไม่คิดว่าพอกลางๆเล่มมันเปลี่ยนเป็นรูปของพี่เค้า”
ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูงบนเตียงกว้าง
บิดขี้เกียจซ้ายทีขวาทีเล็กน้อยก่อนจะโยนสมุดเล่มนั้นที่กางหน้ารูปวาดของพี่ซึงฮุนเอาไว้ใส่หน้าผมเบาๆ
“จะทำอะไรก็รีบทำนะพ่อคนแมน ก่อนจะโดนหมาคาบไปแดก”
แทฮยอนพูดเตือนสติของผมไว้เท่านั้นก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ผมหยิบสมุดเล่มเล็กนั่นออกจากหน้าก่อนจะเปิดมันดูทีละแผ่น
จากรูปวาดเด็กหนุ่มคิ้วตกที่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายซี่เล็กนั่นก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงเป็นรูปของใครอีกคน
เขาคนนั้นมีดวงตาที่ตี่เล็กกว่าแทฮยอน
มีโหนกแก้มที่ชอบยกตัวขึ้นสูงเวลายิ้มจนดันเอาตาดวงเล็กนั่นปิดแทบจะสนิท
เขาคนนั้นที่ชอบเล่นอะไรตลกๆให้คนอื่นหัวเราะเสมอ
เขาคนนั้นที่พักหลังมานี่มักจะชอบเข้ามาวิ่งเล่นอยู่ในหัวสมองของผมบ่อยๆ
คงต้องยอมรับจริงๆนั่นแหละ
ว่าผมชอบเขาเข้าแล้ว...
ซงมินโฮกำลังชอบอีซึงฮุนเข้าแล้วจริงๆ
หลังจากทบทวนอะไรมากมายในหัวได้แล้วผมก็เผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว
ก้าวเท้าออกมาจากห้องนอนก็พบแทฮยอนนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟากลางห้อง ผมจึงเดินไปนั่งบนหลังมันเพื่อแกล้งอีกคนเล็กน้อย
“แล้วนี่มึงได้หยุดยาวหรอ”
“หนึ่งอาทิตย์”
อีกคนตอบโดยไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับการที่ผมนั่งทับหลังของมันอยู่เลยแม้แต่น้อย
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเรียกความสนใจจากเราทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี
ผมกับแทฮยอนหันไปมองที่ประตูคอนโดก่อนจะเห็นร่างเจ้าของห้องอีกคนกำลังก้าวเข้ามา คนที่ผมไม่พร้อมจะเจอหน้าเท่าไหร่ในตอนนี้
พี่ซึงฮุนส่งยิ้มกว้างมาให้ก่อนจะก้มลงไปเก็บรองเท้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเดินมารวมตัวกับพวกผมที่โซฟาหน้าทีวีกลางห้อง
“ทำไมวันนี้อยู่ห้องได้ละเนี้ยแทฮยอน”
ร่างสูงนั่งลงที่โซฟาตัวเล็กข้างๆก่อนจะเอ่ยถามคนที่ไม่ค่อยจะอยู่ติดห้องซักเท่าไหร่
แทฮยอนผลักตัวผมออกก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วกระตุกข้อมือของผมให้นั่งลงข้างๆมัน
“ได้หยุดยาวอาทิตย์หนึ่ง... ว่าแต่หิวแย่แล้วอ่ะ
ไปกินข้าวกัน”
คำถามของแทฮยอนทำให้พี่ซึงฮุนลอบมองหน้าผมเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมาเบาๆ
“พี่.... ก กินมาแล้ว”
“เอ้า ไอ้เราสองคนก็รอไปดิ
ทำไมกินก่อนแล้วไม่โทรบอกวะ พี่แม่งเดี๋ยวนี้นิสัยแย่ว่ะ”
แทฮยอนลุกขึ้นโวยวายอีกครั้งก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง
ทิ้งไว้เพียงผมกับพี่ซึงฮุนที่ต่างฝ่ายต่างก็นั่งเงียบ
เราสบตากันอยู่ซักพักแล้วผมก็หลบตาไปมองทีวีที่เปิดทิ้งเอาไว้แทน
“ไปมึง... ไปแดกข้าว หิวจะตายห่าละ”
แทฮยอนออกมาจากห้องนอนพร้อมกับเสื้อคลุมตัวหนาออกแรงดึงมือผมให้เดินตามออกไปนอกห้องโดยไม่สนใจอีกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น
บรรยากาศระหว่างผมกับเขามันอึดอัดแปลกๆ
และไอ้เพื่อนตัวแสบนี่คงจะรู้ดีจึงหาเรื่องลากผมออกมา
มันเป็นปกติที่ทุกเย็นเราจะรอกินข้าวพร้อมกัน
เราทุกคนรู้ดีว่าผมไม่ชอบการต้องอยู่ห้องคนเดียวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง..
นั่นเป็นสาเหตุที่ทุกเย็นเราต่างจะรอกินข้าวพร้อมกันเพื่อไม่ให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวไปมากกว่าที่เป็นอยู่
ยกเว้นแต่แทฮยอนที่ในบางครั้งจะไม่ว่างจริงๆเท่านั้น
แต่ก็อย่างที่เห็น... หลายวันมานี้ผมแทบจะอยู่ตัวคนเดียวในคอนโดกว้างนี่ด้วยซ้ำ
“พี่เขาคงมีนัดสำคัญ อย่าคิดมาก”
คนชวนมากินข้าวตบบ่าให้กำลังใจผมก่อนจะหันไปสนใจมื้ออาหารตรงหน้าอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นานเราสองคนก็กลับเข้าคอนโดและแยกย้ายห้องใครห้องมัน
ผมเดินผ่านประตูห้องของคนพี่ที่ปิดสนิทหยุดยืนมองมันเล็กน้อยแล้วภาพเมื่อตอนกลางวันก็แทรกเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง
นั่นทำให้ผมถอนหายใจออกมาอย่างหน่ายๆก่อนจะเดินผ่านไปแล้วเข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องของตัวเองอย่างเช่นทุกวัน
ผมพยายามสงบสติอารมณ์ด้วยการนั่งวาดรูป
แต่ตอนนี้มันกลับไม่ช่วยอะไรเลย
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกขย้ำทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
จนแล้วจนรอดผมจึงต้องหยุดวาดมันเปลี่ยนเป็นไปคว้าผ้าขนหนูแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำแทน
ในขณะที่กำลังใช้ฝ่ามือขยี้ผมที่เต็มไปด้วยฟองแชมพูอยู่นั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ผมหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพันรอบเอวก่อนจะเดินออกไปจากห้องน้ำทั้งๆที่บนหัวยังคงมีแต่ฟอง
เมื่อเปิดประตูออกก็พบกับบุคคลต้นเหตุที่กำลังทำให้ผมว้าวุ่นใจยืนก้มหน้าอยู่
ผมเปิดประตูทิ้งไว้แล้วเดินกลับเข้ามาในห้องโดยมีอีกคนเดินตามเข้ามาติดๆ
ไม่นานเสียงปิดประตูก็ดังขึ้นผมจึงหันไปมองเล็กน้อยก็เห็นว่าอีกคนเป็นคนปิดมัน
ร่างสูงเดินไปนั่งปลายเตียงของผมก่อนจะกวาดสายตามองไปยังพื้นที่มีแต่กองกระดาษ
เห็นแบบนั้นผมจึงเดินไปหยิบเอาเสื้อกล้ามและกางเกงนอนออกมาจากตู้เสื้อผ้าแล้วหายกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง
ผมจัดการชำระร่างกายและแต่งตัวในห้องน้ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกมาแล้วนำผ้าเปียกชื้นไปแขวนไว้บนราวแถวๆนั้น
ผมคว้าผ้าแห้งผืนเล็กวางไว้บนศีรษะเปียกชื้นแล้วเดินตรงไปหาอีกคนที่นั่งมองผมอยู่ที่ปลายเตียง
ผมย่อตัวลงนั่งกับพื้นตรงระหว่างขาของพี่ซึงฮุนโดยหันหน้าเข้าหาหน้าท้องแบนราบของเขา
ใช้แขนทั้งสองวางลงกับเตียงโดยพาดขาทั้งสองข้างของเขาเอาไว้
“เช็ดผมให้หน่อย”
ผมจ้องลึกไปยังดวงตาคู่เล็กของอีกคนที่กำลังใช้มือจับผ้าผืนเล็กเช็ดผมให้ผมอย่างระมัดระวัง
ไม่รู้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่...
ที่ผมแอบใจเต้นแรงเพราะคนๆนี้
ไม่รู้มันเริ่มขึ้นตอนไหนที่ผมชอบให้มือบางของเค้าสัมผัสร่างกายของผม
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมเริ่มหลงรักรอยยิ้มบางๆที่เค้ามีให้ตลอดมา
ความเงียบค่อยๆโปรยตัวลงช้าๆอีกครั้ง
แต่ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับมันเท่าที่ควรจะเป็น ผมชอบที่ได้นั่งมองใบหน้าของเขาอยู่เงียบๆแบบนี้
ผมเผลอจ้องหน้าพี่เขาอยู่นาน
จนกระทั่งเขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“เมื่อตอนกลางวันทำไมไม่บอกว่าอยู่หน้าบริษัท”
“ก็พี่บอกไม่ว่าง”
ผมตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ทั้งสองตาก็ยังคงจ้องมองคนด้านบนอยู่แบบนั้นโดยที่เขาก็ยังคงใช้มือเรียวนั่นซับหยาดน้ำบนเส้นผมของผมอยู่
“ก็พี่ไม่รู้ว่านายมารออยู่แล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ผมเงียบไปนานก่อนจะถามอีกคนอย่างสงสัย
“ถ้าพี่รู้พี่จะให้ผมไปด้วยเหรอ”
และคำถามของผมทำให้เขาเงียบ
เขาเงียบอยู่นานจนใจผมเริ่มกระตุกวูบอีกครั้ง ผมและเขาต่างก็เงียบ
ไม่มีการสนทนาใดๆเกิดขึ้นอีก จนในที่สุดเส้นผมอันสั้นกุดของผมก็แห้ง
“เอาหวีมาสิ เดี๋ยวพี่หวีผมให้”
“พี่ไปนอนเหอะ ผมหวีเองได้”
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินหลบไปหยิบหวีขึ้นหวีผมของตัวเองแล้วไม่สนใจคนที่นั่งอยู่อีกต่อไป
พี่ซึงฮุนถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของผม
ทั้งห้องเงียบลงทันทีและนั่นทำให้ผมหลุดลงไปในห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง
หลายวันแล้วพี่ผมกับพี่ซึงฮุนไม่คุยกัน
บรรยากาศระหว่างเรามันอึดอัดไปหมด อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก และคนกลางอย่างแทฮยอนมีหรือที่มันจะดูไม่ออก
“มึงกับพี่เค้าทะเลาะอะไรกันปะเนี้ย”
ผมยักไหล่ให้น้อยๆก่อนจะหันไปสนใจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรงหน้าต่อ
“เอาดีๆดิ๊”
“ไม่เอา.. เลิกกันแล้วเอากันไม่ได้”
ผมตอบแบบกวนตีนไปน้อยๆจนอีกคนต้องสบถด่าออกมา
“สัส นี่กูเป็นห่วงนะเนี้ย”
“ก็อย่างที่มึงเห็นอ่ะ
พี่เค้ามีเวลาให้เราเหมือนแต่ก่อนที่ไหน... วันก่อนนั่นกูก็เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง
หุ่นเอ็กซ์สัส”
ผมหลุดปากอย่างลืมตัว
เงยหน้าไปมองอีกคนที่ทำตาเจ้าเล่ห์ใส่แล้วรู้สึกหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ไหนบอกไม่คิดอะไรกับพี่เค้าไงไอ้หมี”
และนี่เป็นอีกครั้งที่ผมเงียบใส่มัน
“มึงหึงเค้าก็บอกเค้าไปดิ”
“หึงเหี้ยไร ไม่ได้เป็นอะไรกัน”
จนแล้วจนรอดผมก็โดนมันต้อนจนมุมและเล่าเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนทั้งหมดให้มันฟัง
สิ่งที่ได้ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูดปลอบใจหรือคำปรึกษาใดๆ
มันเอาแต่ยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่แบบนั้นจนผมนึกหมั่นไส้
“กูถามจริงๆนะ
มึงชอบพี่เขาแล้วใช่มั้ย”
“เออ... แต่ก็อย่างที่บอกมึงไปอ่ะ
กูว่าพี่เขามีแฟนแล้ว”
“แล้วมึงไปรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นแฟนกันอ่ะ”
ผมหลุบตามองเส้นแป้งในมือก่อนจะถอนหายใจเบาๆออกมา
“แฟนกันมั้ยไม่รู้
แต่วันนั้นพี่ซึงฮุนเขาเลือกผู้หญิงคนนั้นเว้ย เค้าคนนั้นคงสำคัญกับพี่แกมาก”
คนตรงหน้าส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอทำให้ผมต้องหันไปมองมันอีกครั้ง
“นี่มึงกำลังงี่เง่านะไอ้มินโฮ”
“กูงี่เง่าตรงไหน มึงก็เห็นๆอยู่
กูเคยสำคัญที่ไหน”
หลังจากผมพูดจบไอ้เพื่อนตัวดีก็ยกมือขึ้นท้าวคางก่อนจะส่งยิ้มหวานจนน่าขนลุกมาให้ผม
“ถ้ามึงไม่สำคัญทุกวันหยุดพี่เค้าจะชวนมึงไปเที่ยวทำไมทั้งๆที่เค้าทำงานเหนื่อยจะตายห่า
พี่เค้าจะนอนพักยาวๆไปเลยก็ได้แต่เค้ากลับชวนมึงไปเที่ยวได้ทุกอาทิตย์ไม่มีบ่น”
“..........”
“ถ้ามึงไม่สำคัญพี่เค้าจะตั้งข้อตกลงให้แดกข้าวตอนเย็นพร้อมกันทุกวันขึ้นมาทำเหี้ยอะไร”
“..........”
“กูว่ามึงไม่น่าจะโง่นะมินโฮ
อะไรที่มึงไม่เข้าใจเค้าก็ถามเค้าไปตรงๆ”
“..........”
“ดีกว่ามึงมาคิดเองเออเองแล้วพากูอึดอัดไปด้วยแบบนี้
ถ้าพี่เค้ามีแฟนแล้วมึงก็ตัดใจ จะได้จบๆ”
แล้วนายแบบชื่อดังก็เดินจากไป
ปล่อยให้ผมได้คิดทบทวนการกระทำของตัวเองอีกครั้ง
“แม่งเอ้ย”
ผมยกถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปทิ้งทันทีก่อนจะไปหยิบเอากุญแจรถของตัวเองตะโกนบอกเพื่อนเล็กน้อยว่าจะออกไปข้างนอก
“แทฮยอนเดี๋ยวกูกลับมานะ”
“สู้เขาละไอ้หมี”
น้ำเสียงใสตะโกนให้กำลังใจดังออกมาจากในห้องนอนของมันก่อนที่ผมจะมุ่งหน้าไปยังบริษัทของเค้าคนนั้น
คนที่ผมชอบเค้าจนโงหัวไม่ขึ้นอีกต่อไปแล้ว
ผมขับรถมายังบริษัทของพี่เค้าอีกครั้ง
มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของเค้าแล้วผลักประตูเข้าไปด้านในทันที
โดยไม่ทันสังเกตว่าข้างในมีแขก
“พี่ซึงฮุนผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
คนสองคนด้านในหันมามองผมแทบจะทันที
พี่ซึงฮุนมองผมด้วยสายตานิ่งๆ และผู้หญิงคนนั้นที่มองผมด้วยท่าทีตกใจ
“พี่คุยงานอยู่นะมินโฮ”
“แต่ผมจะคุยกับพี่เดี๋ยวนี้”
ผมตอบเสียงแข็งก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจดังมากจากพี่ซึงฮุน
“ค่อยคุยที่บ้านได้มั้ย”
ผมกำมือแน่นมองพี่เค้าด้วยสายตาแข็งกร้าว อีกครั้งแล้วที่ผมถูกปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณซึงฮุน
จริงๆฉันว่าฉันเข้าใจตรงนี้แล้วนะ ไว้เราค่อยคุยกันตอนนัดประชุมวันหลังก็ได้ค่ะ”
พูดเสร็จหญิงสาวก็ลุกขึ้นและเดินออกมาจากโต๊ะของพี่ซึงฮุน
เธอยิ้มและก้มหัวให้ผมเล็กน้อยก่อนจะหายออกจากห้องไป
พี่ซึงฮุนถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกแล้วมานั่งที่โซฟาซึ่งตั้งไว้ไม่ไกลไปจากโต๊ะทำงานมากนัก
“นั่งดิ ยืนเอ๋ออยู่ทำไม”
คำพูดธรรมดาๆที่ดูเป็นกันเองนั่นทำให้ผมกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหมุนตัวหันหลังไปกดล็อคประตูห้องแล้วเดินไปนั่งข้างๆเขาทันที
“ถึงขั้นต้องล็อคห้องเลยรึไง”
“ใช่ เดี๋ยวมีคนขัดจังหวะ”
พี่ซึงฮุนมองผมด้วยสายตาหวาดๆก่อนจะขยับตัวออกห่างผมเล็กน้อย
ผมมองกริยานั่นอย่างขุ่นเคืองก่อนจะขยับใกล้เขาเข้าไปอีก
“เป็นอะไรของนายกันแน่วะมินโฮ”
คำถามติดเสียงรำคาญนั่นทำให้ผมเพิ่งนึกออกถึงจุดประสงค์ของการมาหาเค้าครั้งนี้
“ผมแค่... แค่คิดว่าช่วงนี้พี่ไม่มีเวลาให้เราเลย”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อพลางจ้องลึกไปยังดวงตาเรียวเล็กที่มีแววสงสัยเจือปนตรงหน้า
“วันๆพี่เอาแต่อยู่กับเธอคนนั้น”
แล้วชายตรงหน้าก็หลุดยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี การกระทำของเขาทำให้ผมหลุบตามองพื้นพรมในห้องแทน
“แค่เนี้ย”
“อ อื้อ”
เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากคนที่นั่งตัวติดกันอยู่ข้างๆ
พี่ซึงฮุนยกมือสองข้างขึ้นจับแก้มของผมก่อนจะออกแรงดึงให้หันมามองเค้าตรงๆ
“โธ่เด็กน้อย
ลูกค้าคนนี้เขาเป็นนักลงทุนรายใหญ่
และงานนี้ก็สำคัญต่อบริษัทมากพี่เลยต้องดูแลเขาเป็นพิเศษก็เท่านั้นเอง”
คิ้วเข้มๆของผมขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
นั่นทำให้พี่เค้าต้องอธิบายออกมาอีก
“อีกอย่างคุณปาร์คบอมเขามีสามีแล้ว”
และคำอธิบายประโยคหลังนี่ก็ทำเอาผมโล่งใจจนเผลอยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรมากกว่านั้นจริงๆนะ”
“อื้อ”
จากที่ยิ้มกว้างอยู่แล้วมันก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำตอบนั่น
มันโล่งใจมากเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกังวลเอาไว้ไม่ได้มีอะไรเลยซักนิด
“ที่ไม่ยอมพูดกับพี่ตั้งหลายวันเพราะเรื่องนี้หรอเนี้ย”
ผมพยักหน้าตอบอีกคนพร้อมกับยิ้มอย่างบ้าคลั่ง
“วันหลังมีอะไรก็ถามก่อนรู้มั้ย
จู่ๆเรามาเป็นแบบนี้พี่รู้สึกไม่ดี”
พี่ซึงฮุนพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วๆพร้อมกับใบหน้าที่เศร้าลงเล็กน้อย
“สัญญาเลยครับ
ว่าวันหลังมีอะไรจะถามก่อน”
คำพูดของผมทำให้พี่เค้ากลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง
“เวลาสัญญาต้องทำยังไงไหนลองทำซิ”
“ทำอะไรเล่า... ไม่ทำ โตแล้ว”
“อายรึไง”
คนตัวสูงข้างๆเริ่มทำสีหน้าหาเรื่องหน่อยๆจนผมเริ่มรู้สึกกลัว....
กลัวว่าพี่เค้าจะน้อยใจ
ผมหลบตาจากเค้าก่อนจะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วเรียวของเขาที่ยื่นรอไว้ก่อนแล้ว
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
อีกแล้ว ใจเต้นแรงอีกแล้ว....
แต่มันก็ไม่แปลกหรอกเพราะผมชอบพี่เค้านี่หว่า
“ก็แค่เนี้ย”
พี่ซึงฮุนพูดยิ้มๆก่อนจะเตรียมลุกไปทำงานของตัวเองต่อที่โต๊ะของตัวเอง
ผมมองแผ่นหลังกว้างแต่ดูบอบบางของเขาที่ยืนหันหลังให้อยู่
ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาในหัวคืออยากดูแลคนๆนี้ อยากอยู่ข้างๆ อยากคอยปกป้องเขา
อยากเป็นคนสำคัญของเขาตลอดไป ผมมองไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆจนถึงข้อมือบางของเขา
เรียวมือที่อบอุ่นทุกครั้งเมื่อได้สัมผัส
ก่อนที่พี่เขาจะก้าวเท้าไปยังโต๊ะทำงานผมถึงคว้าข้อมือนั่นไว้
ออกแรงกระตุกกลับมาหาตัวจนคนพี่ทรงตัวไม่อยู่แล้วล้มทับลงมาที่ตักของผม ผมใช้แขนแกร่งโอบรอบตัวของเขาที่กำลังดิ้นอยู่เอาไว้แน่น
แผ่นหลังที่แนบชิดกับอกของผมคงจะสัมผัสได้ถึงการเต้นที่รุนแรงของใจผมแน่ๆ
“ล เล่นอะไรเนี้ย พี่จะทำงาน”
“พักแปปหนึ่งไง”
ผมกระซิบเสียงแผ่วที่ข้างหูของอีกคน
พี่เค้าสะดุ้งน้อยๆก่อนที่ใบหูขาวนั่นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงระรื่อ
“เฮ้ยนี้มันเวลางานของพี่นะ”
“ไม่เป็นไรหรอก... ผมล็อคห้องแล้ว”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของผมก่อนที่ผมจะฝังจมูกลงไปที่ซอกคอหอมกรุ่นของคนในอ้อมกอด
.
.
.
.
.
“ย อ๊ะ อย่า ม มินโฮอ่า”
“เบาๆสิครับพี่ เดี๋ยวข้างนอกได้ยิน”
-
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จบเถอะ
ก่อนที่ฟิคมันจะไม่ใสอีกต่อไป 5555555555555555


โอ้ววววว กำลังฟินเลยจบซะงั้น ว่าแต่ยังไม่ได้บอกรักกันเลย หมีลุกพี่เค้าเร็วไปนะ
ReplyDeleteไรท์คะถ้าไรท์ว่างได้โปรดเขียนฟิค #มินฮุน ฟินๆเพิ่มด้วยเถอะคะ หาฟิคมินฮุนยากเหลือเกิน
ReplyDeleteจะพยายามนะคะ 55555 / ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านฟิคป่วยๆของเรา เย้
Deleteชอบคู่นี้สุดๆค่ะ แรร์แต่เรียล รอติดตามไรท์นะค้า
ReplyDeleteฉากจบมีภาคพิเศษมั้ยคะไรท์ 55555555555 น้องมิกะพี่ฮุนเค้าเล่นไรกันหยอ อยากรู้จุงงงงง
ReplyDeleteไม่มีแล้วววว / เค้าต้องเล่นจ้ำจี้กันแน่ๆเลย 55555555
Delete