Tuesday, March 29, 2016

[os] You complete me.








Title: You complete me.
Paring: Minho x Seunghoon
Note: ครึ่งแรกจากน้องบี้ ( @bebabybu ) #Frommetoyouproj





ถ้าลูกของคุณถามหาแม่ คุณจะทำอย่างไร?



ก. โทรหาแม่ของเด็ก
ข. พาเด็กไปที่ๆแม่ของเขาอยู่



แล้วถ้าคุณไม่สามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้เลยล่ะ ?






พ่อฮะ แม่อยู่ไหน ซงมินโฮที่กำลังเลือกชุดเครื่องแต่งกายในตู้เสื้อผ้า ชะงักทันทีที่ได้ยินคำถาม จากซงมินกุก ลูกชายคนเดียวของเขา พอหันหน้าไปมองก็เจอเจ้าลูกชายมองตาใสแป๋วกลับมา อย่างต้องการคำตอบ แต่เขาก็ทำเพียงแค่ยิ้ม และหยิบชุดเครื่องแบบนักเรียนมาหนึ่งชุด ก่อนจะเดินมานั่งคุกเข่าตรงหน้าเจ้าตัวเล็ก



รีบแต่งตัวแล้วไปโรงเรียนได้แล้วครับ มินโฮพูดก่อนจะจัดการจัดแต่งเสื้อผ้าลงบนตัวลูกชาย ซึ่งมินกุกเองก็ให้ความร่วมมือ แต่คิ้วเล็กก็ยังไม่เลิกขมวด และยังคงไม่เลิกจ้องหน้าคนเป็นพ่ออย่างนึกสงสัย



พ่อฮะ แล้วแม่จะมาหาเรามั้ย มินโฮก็ยังคงทำเพียงแค่ยิ้มบางๆและลูบหัวลูกชายของตัวเองเบาๆแทนคำตอบ เขาเองก็ไม่รู้จะบอกเจ้าตัวเล็กที่ยังไงเกี่ยวกับคนที่ลูกของเขาเรียกว่าแม่



แม่อยู่ที่ๆไกลมากๆเลยครับ ไกลจนไม่สามารถมาหาเราได้ คำตอบของเขายิ่งทำให้มินกุกสงสัยเข้าไปใหญ่ เด็กอายุ3ขวบกว่าๆยังไม่สามารถที่จะเข้าใจในคำพูดยากๆของผู้ใหญ่ได้มากนัก แต่มินโฮก็ไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องนี้จึงจูงมือลูกชายออกจากห้องเพื่อที่จะพาลงไปกินข้าวและไปโรงเรียน ถึงแม้มันจะเป็นคำถามที่ลูกถามเขาทุกวัน แต่มันเป็นเป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะบอกเรื่องราวทุกอย่างให้ลูกได้ฟัง


  เขาเลี้ยงลูกคนเดียวมาตั้งแต่มินกุกยังเป็นทารก มันค่อนข้างลำบากมากสำหรับผู้ชายธรรมดาๆคนนึงที่อายุอานามยังไม่ถึงยี่สิบห้า เขายอมรับว่ามินกุกเป็นความผิดพลาดของเขากับแฟนสาวในตอนที่ยังอยู่ในวัยเรียน ด้วยความไม่ระวังในคืนๆหนึ่ง จึงทำให้เธอตั้งท้องตอนอายุแค่18ปี ในตอนแรกเธอบอกกับเขาว่าเธอจะทำแท้ง แต่มินโฮไม่อาจจะเห็นเด็กคนนึงซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดต้องมาจบชีวิตลงแบบที่เขาไม่ต้องการ แล้วยิ่งเป็นลูกของเขาด้วย จึงได้ขอให้เธอเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ และเขาจะเป็นคนเลี้ยงลูกเอง


  หลังจากที่เธอคลอด ลูกก็ถูกส่งตัวมาให้เขา เธอคนนั้นก็ถูกพ่อกับแม่ส่งให้ไปอยู่เมืองนอก นับตั้งแต่นั้นมามินโฮกับแม่ของมินกุกก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน มินโฮได้ข่าวจากพ่อแม่ของเธอว่าเธอกำลังจะแต่งงาน เจ้าบ่าวของเธอเป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่จะสามารถเลี้ยงดูเธอให้สบายได้ทั้งชีวิต ซึ่งเขาก็คิดว่ามันดีกับเธอแล้วล่ะ


  ถ้าจะถามว่าเขายังรักเธออยู่รึเปล่า ก็ต้องบอกว่าความรู้สึกที่มีให้ตอนนี้คือเพื่อนที่ดีคนนึงเสียมากกว่า เพราะคนที่เขารักมากที่สุดในตอนนี้ก็คือลูกของเขา ซงมินกุก


  หลังจากที่ไปส่งมินกุกที่โรงเรียนแล้ว มินโฮก็กลับมาที่คอนโด บ้านของเขาค่อนข้างมีฐานะ พ่อกับแม่มีกิจการเป็นของตัวเอง และเขาก็จะคอยเข้าไปช่วยงานพ่อกับแม่อยู่เสมอ มินกุกเป็นที่เอ็นดูของทุกคนในบ้าน ไม่มีใครที่รังเกียจลูกของเขา พ่อกับแม่ของมินโฮเองก็รักมินกุกเอามากๆ แต่มินโฮเป็นคนไม่ชอบอยู่บ้าน เพราะมันลำบากต่อการเดินทางไปไหนมาไหน เขาจึงขอมาอยู่คอนโดที่พ่อเคยซื้อไว้กับลูกสองคน




รอเดี๋ยวครับ! รอผมด้วย! ” ขณะที่มินโฮก้าวขาเข้าไปในลิฟต์และลิฟต์กำลังจะปิดตัวลง ก็มีเสียงเรียกเอาไว้เสียก่อน เขาไม่มั่นใจว่าเสียงนั้นพูดกับเขารึเปล่า แต่พอเห็นมือข้างหนึ่งยื่นมาจับขอบประตูลิฟต์ไว้ไม่ให้ปิด มินโฮก็เลยมั่นใจว่าเสียงเมื่อกี๊ตะโกนคุยกับเขา


  ประตูลิฟต์ถูกเปิดออกอีกครั้ง ปรากฏร่างของชายหนุ่มที่ไม่คุ้นตายืนหอบอยู่ตรงหน้า มือข้างหนึ่งถือกล่องใบไม่ใหญ่มากไว้ ด้านหลังก็สะพายกระเป๋าเป้ไว้ด้วย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นยิ้มให้มินโฮก่อนจะแทรกตัวเข้ามายืนในลิฟต์ด้วยกัน จนลิฟต์ปิดตัวลง ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกัน พวกเขายืนอยู่ด้วยกันในลิฟต์ซักพัก ก่อนที่มินโฮจะเป็นคนเอ่ยปากพูดก่อน



ไปชั้นไหนครับ? ชายหนุ่มแปลกหน้าหันไปตามเสียงที่ถูกเปล่งคำถามออกมา เสียงหัวเราะเล็กๆดังขึ้นก่อนให้คำตอบมินโฮไป และมันก็บังเอิญมากที่ห้องของเขาเองก็อยู่ชั้นที่อีกคนกำลังจะไป ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัว มินโฮก็เลยถือโอกาสแอบมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆซักหน่อย


  ส่วนสูงของอีกคนนั้นสูงพอๆกับเขา อาจจะสูงกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ร่างกายกับดูผอมบางกว่าเขามาก แขนขาที่โผล่พ้นเนื้อผ้าก็ดูเล็กกว่าเขาครึ่งนึง ไม่รู้ว่าเวลาลมพัดแรงๆนี่จะปลิวตามลมไปด้วยรึเปล่า สงสัยจังเวลากินข้าวนี่เอาไปสะสมไว้ที่ไหน


  ไม่นานลิฟต์ก็เคลื่อนตัวมาถึงชั้นที่พวกเขาจะต้องลง มินโฮเป็นคนก้าวออกจากลิฟต์ก่อนและเดินไปยังหน้าห้องของตัวเองทันที แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะหันมามองอีกคนที่เดินตามออกมา บนชั้นนี้มีห้องทั้งหมด4ห้อง และห้องข้างๆของเขาก็เป็นห้องว่างที่ยังไม่มีคนเข้ามาอยู่ และมันคงเป็นเรื่องบังเอิญเรื่องที่สองเมื่อคนที่ขึ้นลิฟต์มาพร้อมเขา เป็นคนที่จะมาอยู่ห้องข้างๆนี่เอง



อ้าวคุณ อยู่ห้องนี้หรอครับ บังเอิญจัง รอยยิ้มสดใสถูกส่งมาให้เป็นครั้งที่สองของคนแปลกหน้าที่กำลังจะกลายมาเป็นเพื่อนบ้าน ทำเอามินโฮยิ้มตามได้โดยง่ายพร้อมพยักหน้าตอบรับเบาๆ



คุณเพิ่งย้ายเข้ามาหรอครับ ?



อ่า ใช่ครับ แต่จริงๆผมซื้อห้องนี้ไว้นานแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสย้ายเข้ามา ดีใจจังที่มีคุณเป็นเพื่อนข้างห้อง ท่าทางที่เฟรนด์ลี่ของอีกคน มินโฮเห็นแล้วก็แอบหัวเราะเบาๆ คนตรงหน้าเขาตอนนี้คงเป็นเพื่อนบ้านที่ดูขี้เล่นไม่น้อย ดูเข้ากับคนง่ายผิดกับเขาที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง



มีอะไรให้ผมช่วยเรียกได้เลยนะครับ ผมซงมินโฮ



ขอบคุณนะครับคุณมินโฮ ผมอีซึงฮุน ยินดีที่ได้รู้จักครับ หลังจากที่ทักทายและทำความรู้จักกันเรียบร้อย ทั้งมินโฮและซึงฮุนก็ได้แยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง มินโฮเข้ามาเคลียร์งานที่พ่อมอบหมายไว้ให้มันเสร็จรอเวลาที่จะไปรับลูกชายในตอนเย็น เพราะอยู่กันแค่สองคนพ่อลูกการใช้ชีวิตของเขาจึงไม่ค่อยจะมีอะไรซักเท่าไหร่ ตื่นเช้าก็ไปส่งลูกไปโรงเรียน เสร็จแล้วก็กลับเข้ามาทำงานที่คอนโด ไม่ก็เข้าไปช่วยงานพ่อแม่ที่บริษัท ตอนเย็นก็ไปรับลูกที่โรงเรียนกลับมากินข้าวที่คอนโด ทำกับข้าวกินเองตามประสาพ่อกับลูก ตอนค่ำๆก็นั่งดูทีวี นั่งเล่น สอนการบ้านลูกก่อนที่จะไปส่งเข้านอน


  ในชีวิตประจำวันของมินโฮมีแต่เรื่องของมินกุกซะส่วนใหญ่ รองลงมาก็คงเป็นเรื่องครอบครัว เพื่อนที่พอจะรู้จักก็พอจะมีแต่ก็ไม่ได้สนิทใจกันถึงขนาดไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ


  นั่งทำงานไปเรื่อยๆจนเข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่มินกุกกำลังเลิกเรียน มินโฮลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจก่อนจะเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมออกไปรับลูกชาย เขาหยิบกุญแจรถและกระเป๋าสตางค์เดินออกมาจากห้อง สายตาก็เหลือบไปเห็นหน้าประตูห้องข้างๆมีอะไรที่ผิดปกติไปเลยเดินเข้าไปดู


  ตัวหนังสือน่ารักๆบนกระดาษสีขาวที่เขียนชื่ออีซึงฮุนถูกติดไว้หน้าประตูบานใหญ่ มินโฮหลุดขำออกมาเมื่อนึกถึงเจ้าของชื่อที่นิสัยดูจะเด็กกว่าที่เขาคิด เห็นแล้วก็นึกถึงเวลามินกุกเขียนชื่อตัวเองลงบนหน้าปกสมุดการบ้านเหมือนกัน



  มินโฮใช้เวลาชั่วโมงกว่าในการไปรับลูกชายที่โรงเรียน มีแวะซื้อของเข้ามาด้วยเพื่อจะทำอาหารกินกันตอนเย็น สองพ่อลูกที่จูงมือกันขึ้นห้องเป็นภาพที่ชินตาของคนในคอนโด และทุกคนก็ดูจะเอ็นดูมินกุกมากเหมือนกัน ถึงจะเลี้ยงลูกคนเดียวและเขาก็รักลูกมาก แต่มินโฮไม่เคยตามใจมินกุกจนเสียคน เขาสอนลูกเหมือนผู้ชายสองคนคุยกัน สอนให้ลูกอดทน และสอนให้ลูกเข้มแข็ง



  พอเข้ามาในห้อง มินโฮก็ให้มินกุกไปอาบน้ำ และตัวเองก็เดินเข้าครัวไปทำกับข้าว อาหารที่เขาพอทำได้ก็เป็นอาหารง่ายๆไม่กี่อย่าง ถึงอย่างนั้นก็ชอบจะทำให้ลูกกินมากกว่า แต่ถ้าหากไม่ว่างทำจริงๆ มินโฮจะเลือกซื้ออาหารสำเร็จเข้ามาแทน




ติ๊งหน่อง




  เสียงกริ่งหน้าประตูที่นานๆทีจะได้ยิน เพราะไม่ค่อยจะมีใครมาหาเขามากนัก มินโฮขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะละมือจากการทำอาหาร ถอดผ้ากันเปื้อนวางไว้บนเคาน์เตอร์ แล้วเดินออกไปดู ทันทีที่ประตูเปิด ถุงพลาสติกสองสามถุงก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเขาโดยเร็ว ก่อนที่จะปรากฏรอยยิ้มสดใสของคนข้างห้อง



กินข้าวกันครับ



เห? มินโฮแทบจะมีเวลาได้สงสัยหรือถามอะไรไปมากกว่านั้น ซึงฮุนก็จัดการลากเจ้าของห้องที่ยืนทำหน้าเอ๋อเข้าไปด้านใน  จัดแจงให้อีกคนนั่งบนเก้าอี้เหมือนกับตัวเองอยู่ห้องนี้มานาน



ครัวอยู่ไหนอ่ะคุณ  ซึงฮุนถามคนที่ยังงงงวยอยู่ มินโฮเรียกสติให้ตัวเองกลับมาก่อนจะชี้ไปยังบริเวณที่เขาเพิ่งเดินออกมา คนข้างห้องพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินถือถุงกับข้าวเข้าไปในนั้น



โหวคุณมินโฮ นี่คุณทำกับข้าวเป็นด้วยหรอเนี่ย เสียงที่ดังมาจากในครัวทำให้เจ้าของชื่อหันไปมอง จนตอนนี้มินโฮก็ยังเรียงลำดับเรื่องราวไม่ถูก รู้แค่เพียงว่าเขาถูกลากเข้ามาในห้องของเขาเอง และคนที่อยู่ในครัวตอนนี้ก็ชวนเขากินข้าวและหายเข้าไปในครัว พออีกคนเดินออกมาโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหารหน้าตาน่ากิน



เอ้า กินได้แล้วคุณ



พ่อฮะ ทำอะไรกินอ่า หอมจัง ร่างกลมๆที่เดินเตาะแตะออกมาจากห้องเรียกความสนใจจากผู้ใหญ่สองคนบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี เด็กน้อยแก้มกลมมองหน้าซึงฮุนอย่างงงๆ เช่นเดียวกับซึงฮุนที่มองเด็กตรงหน้ากับมินโฮสลับกันไปมา



มินโฮ นี่ลูกคุณ? ชายหนุ่มข้างห้องดูจะตกใจไม่น้อยจึงเลือกที่จะถามมินโฮเพื่อความแน่ใจ แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาเพียงรอยยิ้มและร่างของเด็กผู้ชายตัวเล็กที่วิ่งเข้าไปสวมกอดเจ้าของห้องเต็มรัก



มีลูกเร็วเหมือนกันนะคุณเนี่ย ซึงฮุนหัวเราะเบาๆก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบจานมาเพิ่มอีกหนึ่งใบสำหรับลูกชายเจ้าของห้อง มินโฮจัดการวางมินกุกลงบนเก้าอี้อีกตัว และหยิบผ้ากันเปื้อนที่อยู่ใกล้ๆมาใส่ให้



แล้วนี่ชื่ออะไรครับ พี่ชื่อซึงฮุนนะ ทันทีที่เดินกลับมาประจำที่โต๊ะ ซึงฮุนก็จัดการตีสนิทกับเด็กแก้มกลมทันที พอยิ่งมองก็รู้สึกว่ามินกุกหน้าเหมือนมินโฮมากจริงๆ ถ้าบอกว่าเป็นแฝดกันก็ยังเชื่อเลย



มินกุกฮะ พอเริ่มลงมือกินข้าวที่ซึงฮุนเป็นคนซื้อมาเลี้ยงเพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ดูเหมือนว่าซึงฮุนกับมินกุกจะเข้ากันได้ดีเกินคาด อีกคนดูมีเรื่องราวสนุกๆเยอะแยะเต็มไปหมด จนบางทีมินโฮก็ยังแอบยิ้มตามตอนที่ซึงฮุนกำลังเล่าเรื่อง



กุ้กกี้อา ข้าวเลอะแล้ว กินยังไงเนี่ย คำพูดเชิงดุแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูพูดขึ้นก่อนที่ซึงฮุนจะใช้นิ้วเขี่ยข้าวเบาๆที่แก้มกลมๆของมินกุก มินโฮที่นั่งดูอยู่ก็หลุดขำออกมาเมื่อเห็นว่าบนหน้าของอีกฝ่ายเองก็ไม่แพ้กับลูกชายของเขาเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วแต่ก็กินข้าวเลอะเป็นเด็กไปได้ ถ้าซึงฮุนถามว่ามินกุกกินข้าวยังไงให้เลอะ เขาเองก็อยากจะถามอีกคนเหมือนกันว่ากินยังไงให้เลอะเหมือนมินกุก



คุณซึงฮุนครับ



ครับ?



ข้าวเลอะแก้มน่ะครับ



เหหห~  ซึงฮุนอุทานออกมาเสียงดังก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างเช็ดทั่วไปหน้า คนที่มองดูอยู่รู้สึกว่าภาพตอนนี้ดูตลกแต่ก็ดูน่าเอ็นดูไม่น้อย หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จ ซึงฮุนก็เป็นคนอาสาล้างจานให้ มินโฮก็พามินกุกไปนั่งดูทีวีบนโซฟา และเขาเองก็ไม่ลืมที่จะเดินไปหยิบโน๊ตบุ๊คที่ยังทำงานค้างไว้อยู่ออกมาด้วย ไม่นานซึงฮุนก็ล้างจานเสร็จและเดินมาหาสองพ่อลูก มินกุกที่เห็นพี่ชายข้างห้องเดินมาก็รีบวิ่งถลาเข้าใส่โดยเร็ว เพราะนานๆทีจะมีคนมาเล่นด้วยที่ห้องแบบนี้ มินกุกเลยดูจะชอบซึงฮุนเป็นพิเศษ ตอนสองคนพี่น้องเล่นกัน มินโฮเองก็แอบชำเลืองดูทั้งคู่อยู่เป็นระยะๆ พอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าห่วง เขาหยุดสนใจ แล้วก้มหน้าตั้งใจทำงานของตัวเองต่อให้เสร็จ เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ งานของมินโฮก็เป็นอันเสร็จและส่งเข้าเมล์ให้พ่อเรียบร้อย เสียงหัวเราะคิกคักของสองพี่น้องที่ดังอยู่เมื่อครู่ก็ดูจะหายไปพร้อมๆกัน มินโฮละสายตาออกจากจอโน๊ตบุ๊คเพื่อหันไปดูลูกของเขา ก็พบว่าซึงฮุนกำลังนอนอยู่บนพื้นพรมโดยมีมินกุกนอนอยู่บนหน้าท้อง ภาพตรงหน้าเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของมินโฮได้เป็นอย่างดี เจ้าของห้องวางโน๊ตบุ๊คไว้บนโซฟาก่อนจะเดินมานั่งยองๆมองร่างของคนสองคนที่กองรวมกันอยู่ จ้องใบหน้าของลูกชายที่หลับปุ๋ยก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าของคนที่เพิ่งรู้จักกัน ใบหน้ายามหลับของอีซึงฮุนดูเด็กน้อยพอๆกับมินกุก ยิ่งแก้มกลมๆทั้งสองข้างที่ดูเหมือนกันราวกับ copy&paste  คำถามที่มินโฮเคยตั้งไว้ตอนเจอซึงฮุนตอนแรกตอนนี้มันได้คลายความสงสัยได้แล้วล่ะ ว่าเวลากินข้าวลงไปแล้วซึงฮุนเอาไขมันไปเก็บไว้ที่ไหน จะว่าไปซึงฮุนเองก็คงเป็นคนที่แปลกเอามากๆ เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่ายมากๆ ง่ายจนเขาเองแทบไม่รู้ตัวว่าไปสนิทด้วยตอนไหน แต่ถึงอย่างนั้นซึงฮุนเองก็ดูจะเป็นคนดีไม่มีพิษมีภัย มันคงเป็นเรื่องดีๆมากๆที่ทุกๆวันมินกุกจะไม่เหงาอีกต่อไปถ้ามีซึงฮุนอยู่ข้างห้อง


  มินโฮนั่งมองภาพตรงหน้าอยู่พักนึงจนเจ้าก้อนกลมๆที่นอนอยู่บนหน้าท้องของซึงฮุนขยับตัวนั่นแหละเขาถึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรปล่อยให้เจ้าตัวน้อยนอนอยู่ในท่าทางแบบนั้น แขนแกร่งค่อยๆอุ้มลูกรักเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนอีกคนที่กำลังหลับพริ้มอยู่ เขาพาลูกชายเข้ามาในห้องนอนก่อนจะบรรจงวางลูกรักลงบนหมอนนุ่ม เครื่องปรับอากาศถูกเปิดและปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ชายหนุ่มเดินไปกระชับผ้าห่มผืนหนาให้ลูกรัก ใบหน้าคมโน้มเข้าหาเจ้าตัวน้อยแล้วกดจูบเบาๆที่กลุ่มผมนิ่มดั่งเช่นที่ทำทุกวันเมื่อส่งชีวิตน้อยๆแสนรักนั่นเข้านอน


  เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กหลับสนิทด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมินโฮก็หมุนตัวกลับมายังประตู หมายจะไปปลุกแขกที่นอนหลับอยู่บนพรมด้านนอก



“ อะ อ้าว.... ” เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกคนยืนหาวหวอดอยู่ที่ข้างประตู



“ ผมกำลังจะไปปลุกคุณอยู่พอดี ”



“ ผมรู้สึกตัวตั้งแต่คุณอุ้มกุ้กกี้มาแล้วล่ะครับ ” มินโฮยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อก่อนจะหลุบตามองพื้นเมื่อพบว่าตัวเองคงไปรบกวนการนอนของอีกคนเข้าให้



“ ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะครับ ”



“ ถ้าผมไม่ตื่นคุณจะปล่อยให้ผมนอนตรงนั้นเหรอครับคุณมินโฮ ” สีหน้ามึนงงของเจ้าของห้องทำให้ซึงฮุนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ



“ คุณ.... ผมล้อเล่น ”



“ เอ่อ.... กาแฟมั้ยครับ ” และเพราะไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้า มินโฮจึงเอ่ยชวนอีกคนคุยด้วยเรื่องที่พอจะทำได้อย่างเช่นการชวนดื่มกาแฟ.... ซึ่งเขาก็เพิ่งคิดได้ว่ามันเป็นการกระทำที่ดูโง่เง่าสิ้นดี



“ เวลานี้เหรอครับ ” เจ้าของห้องถึงกับหน้าชาน้อยๆกับเหตุการณ์ตรงหน้า คุณพ่อลูกหนึ่งที่ไม่เคยเปิดประตูรับใครเข้าห้องมาก่อนเกิดอาการประหม่าขึ้นมาเสียแล้ว ท่าทางเก้ๆกังๆนั่นทำให้ซึงฮุนยิ้มกว้างออกมา เขาก็พอจะเข้าใจอยู่หรอกว่าคนขี้อายคงทำตัวไม่ถูกในเวลาแบบนี้



“ ผมแซวเล่นน่ะคุณ.... งั้น ผมกลับห้องก่อนนะ ฝันดีครับมินโฮ ”



“ อะ เอ่อ.... ราตรีสวัสดิ์ครับ ”








  บรรยากาศตอนเช้ามืดในสวนสาธารณะค่อนข้างเย็นเล็กน้อย ลมหนาวพัดผ่านผ้าวอร์มที่มีเนื้อระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยมจนคนที่สวมใส่อยู่รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากผ่านการวิ่งไปมารอบๆสวนเพื่อออกกำลังกายในยามเช้า


  เสื้อวอร์มสีเขียวเข้มคาดขาวถูกรูดซิปขึ้นจนมิดลำคอ คอเสื้อยกสูงขึ้นปิดปากเล็กๆของเจ้าของเรือนร่าง ซึงฮุนตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า อันที่จริงต้องบอกว่าเขานอนไม่หลับต่างหาก ความจริงแล้วการย้ายมาอยู่ที่นี้เป็นเพราะเขาเพิ่งได้รับอิสระจากทางบ้านให้มาทำงานที่ใฝ่ฝันมานานเสียที


  นี่จะเป็นเช้าวันแรกของการทำงานใหม่ของเขา



“ อาาา ตื่นเต้นชะมัด ” บ่นพึมพำคนเดียวแล้วก้มหน้าลงยิ้มกับตัวเองจนดวงตาวาดเป็นเส้นโค้ง



  ขายาวก้าวเข้ามาในห้องกว้าง โทรศัพท์ภายในถูกยกขึ้นจรดใบหู รอสายอยู่เพียงครู่ก่อนที่ปากบางๆนั่นจะขยับสั่งรายการอาหารเช้าขึ้นมาทาน แขนยาวชูขึ้นจนสุดสอดประสานมือเข้าหากันแล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อย อาบน้ำคือเป้าหมายต่อไปที่เขาจะทำ


  เสียงดนตรี Jazz เปิดคลอเบาๆอยู่ภายในห้อง เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาดตาถูกเลือกให้มาประดับอยู่บนเรือนร่างขาวนุ่มนิ่มในวันนี้ กระดุมแขนเสื้อถูกติดอย่างเรียบร้อยก่อนเจ้าตัวจะจัดคอเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง เสียงเคาะประตูดังขึ้นเขาจึงเดินไปเปิดมันออก อาหารเช้าที่สั่งก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะในครัว พนักงานโค้งให้เขาก่อนจะออกไปจากห้องซึงฮุนค่อยๆละเลียดกินอาหารตรงหน้าอย่างช้าๆ เขายังมีเวลาอีก 2 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเข้างาน ที่พักซึ่งถูกซื้อเอาไว้นานแล้วอยู่ไม่ไกลไปจากสถานที่ทำงานของเขามากนักทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อน


  ซึงฮุนใช้เวลาในการขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงยังสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเขา ขายาวก้าวไปตามทางเดิน ตาเรียวมองสำรวจบริเวณโดยรอบ เด็กเล็กเดินจูงมือมากับเหล่าผู้ปกครองด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข ภาพตรงหน้าทำให้เขานึกถึงสองพ่อลูกข้างห้อง เพื่อนบ้านใหม่ที่แสนน่ารัก มินกุกกับมินโฮหน้าเหมือนกันราวกับถอดแบบมา.... จะมีก็แต่สีผิวล่ะมั้งที่มินโฮออกจะคล้ำกว่าเจ้าตัวเล็กอยู่นิดหน่อย


  เขาแอบขำออกมาเบาๆกับความคิดของตัวเอง ทำไมถึงแอบนินทาเพื่อนใหม่แบบนี้นะอีซึงฮุน


  ก้าวต่อไปอีกนิดเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องๆหนึ่ง ประตูกระจกใสทำให้สามารถมองเห็นบุคคลที่กำลังทำงานอยู่ด้านในได้ ตาเรียวสะดุดเข้ากับชื่อของคนที่เขากำลังตามหาบนโต๊ะตัวนึง ริมฝีปากบางวาดขึ้นเป็นเส้นโค้งก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเข้าไปยังด้านใน







“ ตั้งใจเรียนนะครับมินกุก ”



“ ฮะพ่อ ” ร่างกลมยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บแก้มของคนเป็นพ่อก่อนจะหมุนตัวกลับหลังวิ่งเข้าห้องเรียน เมื่อเข้ามาในห้องทานตะวันที่แสนคุ้นเคย กระเป๋าเป้ก็ถูกวางลงบนชั้นที่ด้านหลังห้องเรียนก่อนที่ดวงตากลมโตจะสอดส่ายมองหาเพื่อนสนิทไปทั่วห้อง ขาป้อมก้าวเดินเตาะแตะไปหาเด็กชายอีกคนซึ่งกำลังยืนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆอยู่



“ แทโอ ทำอะไรกันอยู่เหรอ ” เพราะวันนี้คุณพ่อแวะไปคุยธุระด่วนกับคุณปู่ก่อน มินกุกจึงมาโรงเรียนสายกว่าปกตินิดหน่อย เมื่อเห็นว่าเพื่อนๆต่างต่อแถวทำอะไรซักอย่างอยู่ตัวเองก็สงสัยขึ้นมา



“ นม.... คุณครูคนใหม่ซื้อนมมาแจกแหละมินกุก ” เด็กผมหน้าม้าตัวขาวอีกคนหันมาตอบพร้อมรอยยิ้ม กุกกี้จึงเดินไปต่อหลังของแทโอที่ยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย รออยู่เพียงไม่นานก็ถึงคิวของเด็กตัวกลม สองเท้าเล็กค่อยๆขยับไปหาคุณครูที่นั่งอยู่บนพื้นตรงหน้า และเมื่อครูหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาคนตัวเล็กก็ตะโกนเรียกด้วยความตกใจปนดีใจ



“ พี่ซึงฮุน!!



“ เหหหหห? กุกกีกุ้กกี้ ” ดวงตาเรียวเบิกกว้างก่อนจะหัวเราะเสียงดังแล้วยกมือขึ้นรองรับเด็กตัวกลมที่พุ่งตัวใส่เขาอย่างแรง เสียงเล็กหัวเราะเอิกอากออกมาเมื่อโดนคนพี่จี้เอวเข้าให้ เด็กหลายคนที่ยังยืนล้อมรอบตัวของคุณครูคนใหม่อยู่ต่างก็พากันทำสีหน้าสงสัยอาการสนิทกันผิดปกติของคนทั้งคู่



  มินกุกหัวเราะร่าจนเริ่มเหนื่อยนั่นแหละซึงฮุนจึงหยุดแกล้ง เด็กน้อยผละออกจากพี่ชายตัวสูงขึ้นมายืนดีๆ


“ พี่ซึงฮุนมาทำอะไรที่นี่เหรอฮะ ” มินกุกเอ่ยถามออกมาด้วยความฉงนพลางเอียงคอน้อยๆอย่างน่ารักน่าเอ็นดูจนซึงฮุนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบกลุ่มผมนุ่นนั่นเบาๆ



“ จุๆ อยู่โรงเรียนเรียกพี่ซึงฮุนไม่ได้นะครับ ต้องเรียกว่าคุณครูซึงฮุนนะกุ้กกี้ ” และดูเหมือนเด็กน้อยจะยังไม่เข้าใจที่คนอายุมากกว่าเอ่ยบอก ซึงฮุนจึงเฉลยให้ว่าต่อจากนี้ไปเขาจะมาเป็นคุณครูประจำชั้นให้กับห้องทานตะวันของมินกุก



  งานใหม่ที่ว่าของอีซึงฮุนก็คือการมาเป็นคุณครูของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้นั่นเอง ซึงฮุนชอบเด็ก เขาสามารถอยู่กับเด็กตัวเล็กๆได้ทั้งวันโดยไม่มีเบื่อ อีกทั้งตัวเขาเองเป็นคนเข้ากับคนง่ายจึงทำให้เป็นที่รักของเด็กๆได้ไม่ยาก ซึงฮุนเรียนจบด้วยปริญญาตรีสองใบ คือบริหารธุรกิจ 1 ใบสำหรับจบมาดูแลกิจการของครอบครัว ศิลปกรรมศาสตร์อีก 1 ใบ สำหรับสิ่งที่เขาชอบ และซึงฮุนกำลังมีโครงการจะต่อปริญญาโทในคณะออกแบบอีกด้วย ก่อนจะไปช่วยดูแลกิจการของครอบครัวรุ่นพี่ที่มหาลัยซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียนแห่งนี้ได้ทาบทามตัวของเขาเอาไว้เพื่อมาเป็นคุณครูสอนศิลปะให้กับเด็กอนุบาลตัวน้อยๆเหล่านี้ ร่างสูงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด หลังจากนั้นก็ได้มาแอบซื้อคอนโดทิ้งเอาไว้แล้วกลับไปทุ่มเทให้กับกิจการทางบ้านเพื่อทำตามข้อตกลงของพ่อกับแม่ว่าหากเขาทำให้กิจการทางบ้านอยู่ตัวแล้วก็สามารถที่จะได้มาทำตามความฝันได้



  กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็ผ่านไปเกือบ 3 ปี หลังจากกิจการที่บ้านอยู่ตัวซึงฮุนก็สอนงานให้กับพี่สาวของเขาแล้วติดต่อมายังรุ่นพี่คนเดิม ประจวบเหมาะกับที่ทางโรงเรียนมีครูสาวลาออกไปหนึ่งคนจึงทำให้ซึงฮุนได้เข้ามาบรรจุที่โรงเรียนแห่งนี้ทันที



“ เวลาอยู่ที่โรงเรียนกุ้กกี้ต้องเรียกครูว่าคุณครูซึงฮุนเข้าใจมั้ยครับ ” คุณครูหนุ่มเอ่ยย้ำอีกครั้งกับเด็กชายแก้มกลมตรงหน้า



“ ฮะ คุณครูพี่ซึงฮุน ”



  หลังจากเด็กๆดื่มนมกันจนหมดแล้วซึงฮุนก็เริ่มการสอนครั้งแรกของเขาทันที ตารางเรียนของวันนี้เป็นวิชาภาษาอังกฤษ เขาจึงสอนให้เด็กเล็กๆหัดท่องตัวอักษรตามเขาทีละตัว เสียงใสของเด็กๆในห้องต่างเอ่ยพร้อมเพรียง ซึงฮุนสลับการสอนกับการเล่นสนุกไปควบคู่กัน ทำให้คาบเรียนวันนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่เคยเป็นมา เด็กๆในห้องทานตะวันต่างก็หลงรักคุณครูคนใหม่อย่างรวดเร็ว รวมทั้งมินกุกที่ชอบซึงฮุนอยู่แล้วก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เย็นวันนี้ระหว่างรอมินโฮมารับจากที่ปกติมินกุกจะต้องไปเล่นกับเพื่อนๆกลับกลายเป็นว่ามานั่งเล่นกับคุณครูหนุ่มจนไม่ยอมขยับไปไหน เรียกได้ว่าเจ้าเด็กตัวกลมตัวติดกับพี่ชายแก้มกลมข้างห้องไปเสียแล้ว


  จนกระทั่งเมื่อมินโฮมารับ แทนที่เจ้าตัวจะวิ่งไปหาคนพ่ออย่างเคยกลับจูงมือคุณครูคนใหม่ไปด้วย



“ สวัสดีครับมินโฮ ”



“ สวัสดีครับคุณซึงฮุน.... เอ่อ มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ ”



“ คุณครูพี่ซึงฮุนเป็นคุณครูของมินกุกฮะพ่อ ” เป็นมินกุกที่แย่งตอบคำถามของพ่อขึ้นมา มือป้อมกุมมือเรียวของคนอายุเยอะกว่าเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย



“ คุณครูพี่ซึงฮุนกลับด้วยกันนะฮะ.... ได้มั้ยฮะพ่อ ” ประโยคแรกเอ่ยบอกกับคนตัวสูงข้างกายส่วนประโยคหลังหันมาอ้อนขอจากคนเป็นพ่อที่ยืนอยู่ตรงหน้า การกระทำน่ารักๆนั่นทำเอาผู้ใหญ่ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันนิ่งก่อนจะหลุดยิ้มออกมา มือเรียวแกะมือป้อมที่กุมอยู่ออกอย่างอ่อนโยนก่อนจะย่อตัวลงนั่งข้างๆกัน รอยยิ้มกว้างถูกส่งให้ลูกศิษย์ตัวน้อยแล้วยกมือขึ้นบีบแก้มกลมๆนั่นอย่างมันเขี้ยว



“ ครูเอารถมาครับมินกุก ไว้เจอกันที่คอนโดนะครับ ” น้ำเสียงติดแหลมเอ่ยอย่างอ่อนโยน เด็กตรงหน้าพยักหน้ารับแล้วจึงเดินไปจับมือคุณพ่อที่ยืนรออยู่แทน



“ แล้วเจอกันนะฮะคุณครูพี่ซึงฮุน ”



  หลังจากเด็กนักเรียนกลับบ้านหมดแล้วผู้บริหารหรือรุ่นพี่คนสนิทของอีซึงฮุนอย่างยางฮยอนซอกก็ชวนกันไปทานมื้อค่ำและเพราะไม่ได้พบกันนานแล้วการเจอกันครั้งนี้จึงทำให้ทั้งคู่มีเรื่องพูดคุยกันมากมายจนเผลอแปบเดียวเวลาก็ได้ล่วงเลยไปเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว ครูหนุ่มเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานัดกับเด็กตัวกลมข้างห้องเอาไว้จึงต้องขอตัวกลับเสียก่อน


  ซึงฮุนแวะซื้อขนมติดไม้ติดมือมาสองสามอย่างเพื่อเอาไปไถ่โทษที่เขาดันเผลอลืมนัดไปเสียสนิท




ติ๊งหน่อง




  มินโฮละออกจากหนังสือเล่มหนาตรงหน้าเมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น ตาคมเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือพลางนึกสงสัยว่าใครมาเอาป่านนี้ พอบานประตูเปิดออกก็ต้องผงะเล็กน้อยเพราะคนตรงหน้าคือบุคคลที่ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว และเขาก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกด้วยซ้ำ



“ ไม่เจอกันนานนะมินโฮ ” หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่แสนคุ้นเคยยืนอยู่ตรงหน้า



“ เอ่อ.... ไปคุยกันตรงนู้นเถอะ ” ร่างบางเดินตามอีกคนมายังโซนนั่งเล่นของคอนโดที่จัดไว้ด้านหน้าลิฟต์ของทุกชั้น มินโฮผายมือให้อีกคนนั่งลงบนโซฟาข้างๆกัน



“ ม- มินกุกเป็นยังไงบ้าง ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เขารู้สึกผิดที่เคยคิดจะหนีปัญหาโดยการเอาเด็กออก



“ มิมกุกสบายดี แกเป็นเด็กดีน่ะ ”



“ อ่า.... ดีจัง ” ความเงียบโปรยตัวลงช้าๆ มือหนากุมกันไว้อย่างไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน หญิงสาวเริ่มรับรู้ได้ถึงความอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้น



“ คุณได้บอกเขามั้ย.... เรื่องของชั้น ” ร่างสูงส่ายหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยตอบว่ามินกุกยังเด็ก เจ้าตัวเล็กไม่อาจจะเข้าใจเรื่องยากๆแบบนี้ได้ในตอนนี้ หากแต่เขาไม่ได้คิดจะปิดบังเรื่องแม่ของมินกุก มินโฮคิดว่าเมื่อลูกโตพอที่จะเข้าใจ เขาจะบอกกับมินกุกด้วยตัวเอง



“ มินโฮคือ.... คือชั้นอยากขอโทษ สำหรับสิ่งที่ผ่านมา ”



“ ไม่หรอก ผมสิต้องขอบคุณ ขอบคุณที่คุณกำเนิดมิมกุกมาให้กับผม ” มินโฮเอ่ยทุกอย่างออกมาด้วยใจจริง เขารู้สึกว่ามินกุกคือของขวัญแสนล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหน คนทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ในขณะนั้นเองที่ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นร่างบอบบางของคนข้างห้อง มินโฮและซึงฮุนค้อมหัวให้กันเป็นการทักทายเล็กน้อย ก่อนคนมาใหม่จะเดินจากไปโดยที่มินโฮยังคงทอดสายตามองตามแผ่นหลังบางนั่นไป หญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกันมองตามสายตาของคู่สนทนาไป เขาพอจะเดาๆออกถึงสายตาแบบนั้นของอีกคน สายตาที่ดูอ่อนโยนกว่าปกติ


  แต่นั่นไม่ใช่ธุระที่เธอจะต้องเข้าไปยุ่ง เธอเพียงแค่จะมาบอกลา



“ ชั้น.... ชั้นกำลังจะแต่งงาน ”



“ ยินดีด้วยนะ ” ทั้งคู่พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนที่จะบอกลากันไปด้วยรอยยิ้ม








  ขายาวก้าวออกมาจากลิฟต์อย่างอารมณ์ดี แอบตกใจนิดหน่อยที่เห็นเพื่อนบ้านกำลังยืนคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ ซึงฮุนค้อมหัวทักทายมินโฮเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไป เขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของอีกคนพลางนึกตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับของในมือดี



“ แขวนทิ้งไว้ดีมั้ยน่ะ.... อ่า ” บ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าห้องของตัวเองไปและกลับออกมาพร้อมถุงขนมในมือกระดาษกาวและคาบปากกาเอาไว้ในปากอีก 1 แท่ง ตาเรียวมองหาอะไรบางอย่างที่พอจะแขวนถุงขนมของเขาได้โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครอีกคนกำลังเดินมา



  มินโฮชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างผอมบางของเพื่อนข้างห้องกำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่หน้าประตูห้องของเขา



“ ทำอะไรอยู่เหรอครับคุณซึงฮุน ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทำเอาอีกคนสะดุ้งโหยง ซึงฮุนหันมายิ้มแห้งๆให้กับเจ้าของห้องที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลัง



“ เอ่อ.... ผมเห็นคุณมีแขกเลยไม่อยากรบกวนน่ะครับ คิดว่ากุ้กกี้คงจะหลับแล้วด้วย ” สิ้นเสียงซึงฮุนก็เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนสองคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน



“ ฝากให้กุ้กกี้ด้วยนะคุณ ” มือบางยื่นถุงให้กับคนตรงหน้า มินโฮรับมาแล้วกล่าวขอบคุณเสียงเบา



“ อย่าแอบกินนะครับ ขนมนั่นของกุ้กกี้.... ส่วนน้ำผลไม้นั่นของคุณ ” ซึงฮุนหมุนตัวกลับห้องทว่ากลับโดนคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน



“ เอ่อ.... แวะดื่มอะไรก่อนมั้ยครับ ” ถ้าถามว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มเอ่ยถามไปแบบนั้นทั้งๆที่ห้องของเขาก็อยู่ติดกันแค่นี้ล่ะก็มินโฮคงให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่าบางที.... สนิทกับคนข้างห้องไว้ก็น่าจะดีเหมือนกัน



“ ดื่ม?.... ” ท่าทางทวนคำแล้วเอียงคอเป็นเชิงตั้งคำถามของอีกคนทำให้มินโฮอดนึกถึงเด็กแก้มกลมของเขาไม่ได้ อะไรจะน่ารักเหมือนกันขนาดนี้นะ



“ กา.... ”



“ แน่นอนว่าไม่ใช่กาแฟหรอกครับ ” ซึงฮุนขำออกมาเบาๆเมื่ออีกคนรีบพูดแก้ทันควัน



“ ขอบคุณนะครับ แต่ผมไม่รบกวนดีกว่า ” ร่างสูงก้าวกลับไปยังประตูห้องของตัวเองก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้คนข้างห้องอีกครั้ง



“ คุณก็อย่านอนดึกนะครับมินโฮ มินกุกกี้ต้องไปเรียนแต่เช้านะ ” พูดจบก็ก้าวเข้าไปในห้องของตัวเองโดยไม่รอให้อีกคนได้เอ่ยตอบอะไร บานประตูงับผิดลงเบาๆชายหนุ่มผิวเข้มที่ยืนอยู่ถึงได้ยิ้มกว้างออกมา



“ ฝันดีครับคุณครูซึงฮุน ”







  หลังจากนั้นซึงฮุนก็แทบจะกลายเป็นแขกประจำของสองพ่อลูกตระกูลซง ในบางวันที่มินโฮมีธุระในตอนเช้ามินกุกก็จะไปโรงเรียนพร้อมกับซึงฮุนแทน ในทุกมื้อเย็นทั้งสามจะได้ร่วมโต๊ะกัน บางครั้งมินโฮอาสาเป็นคนทำอาหารโดยมีซึงฮุนเป็นลูกมือ แต่เพราะเขาทำเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง ซึงฮุนจึงเป็นคนลงมือทำเสียเองในบางครั้งที่มีโอกาส และมีซื้อเข้ามาบ้างเมื่อพวกเขาไม่มีเวลาที่จะทำ มินโฮรู้สึกว่าตั้งแต่มีซึงฮุนมาอยู่ข้างห้องมินกุกก็ร่าเริงขึ้นเยอะ ลูกชายที่น่ารักของเขามีเพื่อนเล่นแถมยังมีคนคอยสอนการบ้านตลอด ไม่ต้องนั่งเหงาเล่นคนเดียวเมื่อเขาต้องทำงานเหมือนอย่างเคย และในวันไหนที่เขาติดธุระต้องไปข้างนอกก็สามารถฝากมินกุกให้ซึงฮุนดูแลได้โดยไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก


  และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่มินกุกไปตามตัวคุณครูหนุ่มให้มานั่งสอนการบ้านเพราะมินโฮกำลังยุ่งอยู่กับกองงานตรงหน้า


  ใบหน้าคมคายละออกจากงานก่อนจะพบว่าตัวเลขบอกเวลาบนหน้าจอบ่งบอกว่าตอนนี้เลยเวลานอนของเจ้าตัวเล็กมานานแล้ว หันไปมองสองพี่น้องที่นั่งเล่นกันอยู่บนพื้นพรมก็พบว่าดวงตาของมินกุกใกล้จะปิดอยู่รอมร่อ



“ มินโฮครับ ให้ผมไปส่งกุ้กกี้เข้านอนให้มั้ย ” เพราะดูจากท่าทางแล้วงานของมินโฮคงยังไม่เสร็จ ซึงฮุนจึงขันอาสาพาร่างกลมบนตักไปนอน มินโฮส่งยิ้มมาให้ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ



“ ขอบคุณนะครับ แต่มินกุกคงนอนไม่หลับแน่ๆถ้าผมไม่จุ๊บหน้าผากเขาก่อนเข้านอน ”



“ แหม เป็นคุณพ่อที่น่ารักจังเลยนะครับคุณเนี่ย ” แขนเรียวส่งเจ้าตัวเล็กให้กับคนเป็นพ่อก่อนจะมองตามสองพ่อลูกที่พากันหายเข้าไปในห้องนอน



  กองหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์บนโต๊ะทำให้ซึงฮุนนึกฉงน และด้วยความขี้สงสัยเขาจึงเอ่ยขอเจ้าของห้องเพื่อเปิดอ่านดู เมื่อได้รับอนุญาตแล้วมือเรียวจึงหยิบเอาหนังสือเหล่านั้นขึ้นมาเปิด ตัวอักษรบางส่วนในบทความถูกปากกาสีขีดเน้นเอาไว้พร้อมกับมีกระดาษกาวแผ่นเล็กแปะสรุปติดไว้ด้วยยิ่งทำให้ซึงฮุนแปลกใจ แต่เพราะใบงานบางอย่างที่ถูกเปิดค้างเอาไว้บนหน้าจอโน๊ตบุ๊คจึงทำให้เข้าใจว่าอีกคนกำลังทำรายงานอยู่



“ นี่คุณเรียนอยู่ปีไหนเหรอครับมินโฮ ” เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องออกมาจากห้องนอนของลูกชายแล้ว



“ ปีสุดท้ายแล้วล่ะครับ ” เสียงทุ่มเอ่ยตอบแล้วหายเข้าไปในโซนครัว ใช่มินโฮกำลังเรียนมหาลัยชั้นปีสุดท้าย เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาก็ยังคงไม่ทิ้งการเรียน มินโฮเลือกเรียนมหาลัยเปิดเผื่อที่เขาจะได้มีเวลาดูแลลูกได้อย่างเต็มที่ เขาเดินออกมาพร้อมกับนมอุ่นๆ 2 แก้ว มือหนายื่นแก้วหนึ่งให้กับคนร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆกันเพราะซึงฮุนนั่งอยู่ตรงกองหนังสือที่เขากางทิ้งเอาไว้พอดี


  มือหนาหยิบเอาส่วนที่กำลังพิมพ์อยู่ขึ้นมาอ่านก่อนที่นิ้วสีเข้มจะเคาะลงบนแป้นพิมพ์ ส่วนคนข้างกายก็จิบนมไปพลางอ่านหนังสือไปพลาง



“ ตรงนี้มันผิดอยู่นะคุณ ”



“ ตรงไหนครับ ” เจ้าของห้องหันกลับไปตามตามเสียงทักแต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าแก้มขาวของคนตัวบางข้างกายอยู่ไม่ไกลมากนัก ตาเรียวเล็กนั่นจดจ่ออยู่ที่หน้าจอโน๊ตบุ๊คของเขา



“ ตั้งแต่ย่อหน้าแรกเลยอ่ะคุณ ” เสียงติดแหลมซึ่งกำลังเอ่ยบอกไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของคนถามเลยแม้แต่น้อย ตาคมจดจ้องไปทั่วซีกหน้าของอีกคนก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงริมฝีปากบางเล็กๆนั่น ซึงฮุนยกมือขึ้นดันไหล่กว้างซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อกล้ามออกมาให้หลบก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นนิ้วเรียวสวยไปเคาะแป้นพิมพ์แทนนักศึกษาที่เอาแต่นั่งนิ่งโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่ ใบหน้าขาวตีกันยุ่งเหยิงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะอยู่ข้างหู สายตาดุๆถูกส่งให้อีกคนอย่างเอาเรื่อง



“ ขำอะไรของคุณครับมินโฮ นี่ผมกำลังช่วยคุณอยู่นะ ”



“ คราบนมน่ะครับ.... กินเลอะเป็นเด็กๆเลย ” พูดไปก็เอานิ้วหัวแม่มือเกลี่ยบนริมฝีปากที่มีคราบขาวของอีกคนไปด้วยอย่างลืมตัว พวงแก้มใสถูกเลือดฝาดสูบฉีดขึ้นมากองรวมกันจนขึ้นสีระเรื่อชวนมองยิ่งกว่าเดิม



  มินโฮเพิ่งจะสังเกตว่าเขาทั้งคู่อยู่ใกล้กันขนาดไหน ตาคมไม่อาจละไปจากริมฝีปากนุ่มๆที่เพิ่งใช้เรียวนิ้วสัมผัสไปเมื่อครู่ได้เลย ใบหน้าคมโน้มเข้าหาอีกคนทั้งๆที่ยังมีสติ เขารู้.... รู้ว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร มือหนาเชยคางของคนที่หลุบหน้าต่ำลงให้ขึ้นมาสบตากันก่อนที่ริมฝีปากหยักทั้งสองจะประกบเข้าหากัน สัมผัสเพียงแผ่ว แตะกันเพียงเบาๆทว่ากลับเนิ่นนานเสียจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายต่างก็พากันเต้นรุนแรงจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน


  ซึงฮุนที่เพิ่งตั้งสติได้เป็นฝ่ายผละริมฝีปากออกก่อน กระแอมไอแก้เก้อน้อยๆก่อนจะหยิบหนังสือบนตักขึ้นมาทำท่าเปิดอ่าน ส่วนมินโฮก็ได้แต่เกาท้ายทอยแก้เขินลอบยิ้มอยู่คนเดียว



“ ว่าแต่ตรงไหนผิดเหรอครับคุณซึงฮุน ”



  เพราะเสียงหัวใจที่เต้นแรงจนเกินไปจึงทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงเปิดประตูห้องนอนของเจ้าตัวเล็ก มินกุกสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกจึงเดินออกมาเพื่อจะไปขอนอนกับมินโฮ ทว่าฉากปากประกบกันเมื่อครู่ทำเอาเด็กน้อยต้องรีบยกมือขึ้นตะครุบปากของตัวเอง มินกุกยังเด็ก แต่เขารู้ว่าท่าทางแบบนั้นคือการแสดงความรักต่อกัน มือป้อมยกขึ้นปิดตาของตัวเองและหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนไปอย่างเงียบเชียบก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง











  ผ่านไปหลายปีคนสองห้องก็สนิทกันมากขึ้นจนบางคนในคอนโดคิดว่าสองคนนี้กำลังคบหาดูใจกันเสียแล้ว ห้องของซึงฮุนแทบจะมีเอาไว้เพียงเก็บของและอาบน้ำเท่านั้นเอง ซึงฮุนมักจะมาหลับอยู่ในห้องของมินกุกเสียส่วนใหญ่ เขายังคงมาช่วยสอนการบ้านให้มินกุกตลอด ช่วงไหนที่งานของมินโฮค่อนข้างยุ่งยากซึงฮุนก็จะเป็นฝ่ายส่งมินกุกเข้านอนจนเผลอหลับไปพร้อมๆกัน และในบางครั้งเขาก็ช่วยมินโฮทำงานด้วยจนบางคืนเขาทั้งคู่ก็เผลอหลับซบกันอยู่ที่โต๊ะหน้าทีวี


  มินกุกโตขึ้นเยอะจนเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งแล้ว โตพอที่มินโฮจะอธิบายเรื่องแม่ให้มินกุกได้เข้าใจ เด็กน้อยไม่ได้งอแงมินกุกเข้าใจการตัดสินใจของคนทั้งสอง คำพูดที่มักจะเอ่ยถามหาแม่ไม่เคยหลุดออกจากปากของมินกุกอีกเลยตั้งแต่มีพี่ชายข้างห้องอย่างซึงฮุน เขาไม่ได้รู้สึกขาดหรืออยากได้ใครเข้ามาเพิ่มเติม มินกุกไม่ได้รู้สึกแย่เมื่อเพื่อนล้อเรื่องแม่ของเขาอีกแล้ว



“ มินกุกอยากไปสวนสนุกจังเลยฮะพ่อ ” เด็กแก้มกลมเอ่ยขึ้นในขณะที่นั่งเล่นฟิกเกอร์ไดโนเสาร์อยู่ตรงเบาะหลัง



“ งั้นคืนนี้พ่อจะรีบเคลียร์งานแล้วเราไปกันพรุ่งนี้ดีมั้ยครับ ” มินโฮเอ่ยบอกพร้อมทั้งสบตากับลูกชายผ่านกระจกหลัง เด็กน้อยยิ้มดีใจจนดวงตาเรียวแทบจะปิดลง



“ พี่ซึงฮุนไปด้วยกันนะฮะ นะ.... นะ นะ ไปกับมินกุกนะฮะ ” เด็กน้อยหันไปอ้อนพี่ชายข้างห้องที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ซึงฮุนสบตากับมินโฮเล็กน้อยเป็นเชิงถามความคิดเห็น



“ พ่อฮะ ชวนพี่ซึงฮุนหน่อยซิ ”



“ ถ้าไม่รบกวน.... ไปช่วยผมดูเจ้าแสบหน่อยนะคุณ ” เสียงทุ้มเอ่ยชวนโดยไม่ได้หันมามองคนข้างกาย ซึงฮุนตอบตกลงเบาๆจึงทำให้เด็กน้อยเบาะหลังร้องตะโกนออกมาอย่างดีใจ ผิดกับคนพ่อที่ทำเพียงลอบยิ้มเท่านั้น


  ทั้งสามนั่งรถมาด้วยกันซักพักก็มาถึงคอนโด พักหลังมานี้ซึงฮุนมักจะอาศัยรถของมินโฮมาในวันที่เจ้าตัวไม่ได้ติดธุระอะไร เพราะที่ทำงานของเขากับโรงเรียนใหม่ของมินกุกอยู่ข้างๆกันนี่เอง ร่างสูงก้าวลงจากรถมือข้างหนึ่งถูกมินกุกกอบกุมเอาไว้ โดยที่มืออีกข้างของเด็กน้อยก็จับมือของคนพ่อเอาไว้มั่น คนทั้งสามก้าวเข้าคอนโดไปพร้อมกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ซึงฮุนขอตัวไปอาบน้ำที่ห้องก่อนแล้วจะกลับมาเตรียมอาหารพร้อมกับสอนการบ้านให้มินกุกเหมือนเช่นทุกคืน



“ พ่อรักพี่ซึงฮุนมั้ยฮะ ” เสียงใสกระซิบถามคนเป็นพ่อก่อนที่สายตาของคนทั้งคู่จะไปหยุดอยู่ที่ร่างบางซึ่งยืนเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว



“ แล้วมินกุกยังอยากมีแม่อยู่มั้ยครับ ”



“ อืม.... ก็ถ้าแม่เป็นพี่ซึงฮุนมินกุกก็โอเคนะฮะพ่อ ” เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากคนทั้งสองทำให้ซึงฮุนที่อยู่ในครัวหันมามองแล้วเผลอยิ้มตามไปด้วย



“ สองพ่อลูกตรงนั้นน่ะ มากินข้าวได้แล้วครับ ” ซึงฮุนตะโกนเรียกก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ สายตาก็ยังคงทอดมองสองพ่อลูกที่นั่งกระซิบกระซาบกันไม่เลิกด้วยความเอ็นดู



“ พรุ่งนี้พ่อก็หาโอกาสขอพี่ซึงฮุนเป็นแฟนซะนะฮะ ” ร่างเล็กกระซิบทิ้งท้ายไว้ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาว่าที่คุณแม่ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องครัว



  ตอนนี้มินโฮมีคำตอบสำหรับคำถามนั่นแล้ว..... ถ้าลูกถามหาแม่ ก็หาแม่ดีๆให้ลูกซักคนสิครับ



“ ซึงฮุนครับ.... คืนนี้อยู่ช่วยผมเคลียร์งานด้วยนะ ”






You complete me. /END.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สวัสดีชาวเรือมินฮุน อาจจะฟินไม่สุดต้องขอโทษด้วยนะคะ ;____;

ก่อนอื่นต้องสุขสันต์วันเกิดพ่อมินโฮคนฮอตด้วยค่ะ

ดีใจที่มี Project นี้ขึ้นมา เมื่อก่อนฟิคคู่นี้หาอ่านยากมากเลย 555555
แอบตกใจความยากของโจทย์นิดหน่อยตรงที่ต้องเขียนครึ่งหลังต่อจากไรท์เตอร์ท่านอื่น
ตอนแรกไม่กล้าจะเข้าร่วมค่ะ กลัวทำพัง(ซึ่งทำพังจริงๆ) แต่พอคิดว่ามันท้าทายดีก็เลยตอบตกลง
พอได้ฟิคแนวอบอุ่นๆมาแทบปาดน้ำตาเลยค่ะ
ถ้าใครพอจะเคยอ่านงานเรามาบ้างจะรู้ว่าเราไม่เคยเขียนฟิคนุ่มๆอุ่นๆเลย
ก็เลยลบๆเขียนๆอยู่หลายรอบเลยทีเดียว

ขอบคุณที่แวะเข้ามาเสพฟิคนะคะ อาจจะไม่ได้หวานอะไรมากแต่ตั้งใจเขียนนะ ;__;
ติชม ให้คำแนะนำ หรือทวงคำผิดได้นะคะ

สามารถอ่านฟิคอีก 11 เรื่องได้ในแท็ก #frommetoyouproj






No comments:

Post a Comment