Monday, May 9, 2016

[os] Start.



Start.








Pairing: Taehyun x Seunghoon
Rate: G
Note: ยังไม่ได้แก้คำผิดค่ะ






          คุณเคยเฝ้ามองใครซักคนมั้ย?


          ผม... เฝ้ามองเขามากว่า 4 ปีแล้วล่ะ


          เขาเป็นเหมือนแสงสว่างเจิดจ้าจนบางครั้งถ้าเผลอมองนานๆเข้าดวงตาของคุณก็จะพล่าเลือน


          ผมได้แต่เฝ้ามองเขาอยู่เงียบๆตรงนี้... เราสองคนไม่มีอะไรที่เข้ากันได้แม้แต่น้อย ทุกอย่างล้วนอยู่ตรงข้ามไปหมดจนผมเองก็คิดว่าเราทั้งสองคงเป็นได้เพียงแค่เส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้


          ผมคิดว่าเขาคงไม่รู้จักผม หรืออาจจะจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำทั้งๆที่บ้านของเราอยู่ตรงข้ามกัน... ผมย้ายจากปูซานเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเพื่อเรียนต่อ ผมเจอเขาครั้งแรกในวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ความเซ่อซ่าทำให้เขาต้องพาผมไปส่งที่ตึกคณะซึ่งอยู่เพียงแค่ถนนกั้นกลาง หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็ค้นพบว่าบ้านของคุณอาที่ผมมาขออาศัยนั้นอยู่ตรงข้ามกับบ้านของ เขาพอดี


          เราเรียนอยู่ในตึกของคณะที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน เขาเรียนวิศวะแต่ผมเรียนสถาปัตย์ เขาเป็นเดือนคณะในขณะที่ผมเป็นเพียงคนไร้ตัวตนในสาขา


          ผม... กับเขา เราไม่เพียงแต่ไม่เคยคุยกัน ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขา... จะเคยเห็นผมผ่านเข้าไปในกรอบม่านตาคู่นั้นบ้างรึเปล่า


          หากเขาเป็นแสงสว่างที่เจิดจ้า ผมคงเป็นเพียงเงามืดๆที่เมื่อแสงส่องผ่านลงมามันก็มักจะจางหายไป




          ที่เกาะกลางถนนซึ่งกั้นกลางระหว่างคณะวิศวะกับสถาปัตย์เอาไว้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนอันดับต้นๆของผม ไม่ว่าจะเป็นเวลาก่อนเข้าเรียนหรือหลังเลิกเรียน ถ้าหากไม่มีธุระอะไรผมก็มักจะมานั่งที่โต๊ะใต้ต้นไม้สูงนั่นเสมอ ในกระเป๋าเป้มักจะมีสมุดทำมือเล่มเล็กเอาไว้จดบันทึกบางอย่างเกี่ยวกับ เขา


          ทั้งตารางเวลาที่เขาจะโผล่มาให้เห็น... ลักษณะการแต่งตัว ท่าทางที่กระทำในขณะนั้น รวมถึงอารมณ์ของเขาในเวลานั่นๆที่ผมเห็นอีกด้วย


          ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเริ่มทำตัวเหมือนกับสาวน้อยแบบนี้... อาจจะตั้งแต่ครั้งที่เขาจับเต่าตัวหนึ่งซึ่งทำท่าจะข้ามถนนจากหน้าคณะของเขาแล้วนำไปโยนลงสระน้ำของคณะผม หรืออาจจะตอนที่เขามานั่งหลับอยู่ตรงม้านั่งฝั่งตรงข้ามของผมก็ได้


          บ่อยครั้งที่เรามักจะยืนอยู่ข้างกันตอนข้ามทางม้าลาย หรือแม้กระทั่งนั่งรถเมล์ข้างกันในระหว่างกลับบ้าน ช่วงแรกๆที่ผมได้อยู่ใกล้เขาโดยบังเอิญมักจะทำให้เกิดอาการประหม่าเพราะหัวใจของผมมันเต้นรุนแรงมากจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน แต่พอหลายครั้งเข้าผมจึงเข้าใจว่าสำหรับเขาแล้วผมอาจจะไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ... เพราะขนาดว่าผมยืนอยู่ตรงหน้า ฉีกยิ้มกว้างไปให้เขากลับทำเพียงใบหน้าเรียบเฉยตอบกลับมา


          ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 10 ตัว N A M T A E H Y U และ N ถูกเขียนอย่างบรรจงลงในหน้ากระดาษสีอ่อนหลังจากที่ผมได้รู้ชื่อของเขาตอนเจอกันครั้งที่ 12 ของสัปดาห์แรกแห่งการเปิดเทอม


          ผมจำได้ว่าวันนั้นเขานั่งฟุบหน้าลงกับท่อนแขนที่วางไว้บนโต๊ะตัวถัดไปจากที่ผมนั่ง วันนั้นเขาโดนเพื่อนคณะเดียวกันตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งจนผมยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมจึงขี้เซาถึงขนาดนั้น จนกระทั่งชื่อเต็มๆนั่นถูกตะโกนออกมาพร้อมกับการชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กับใบหูของเขานั่นแหละเจ้าตัวจึงเงยหน้าขึ้นมา


          ภาพสเก็ตช์ชายหนุ่มที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงกำลังซุกอยู่ในอ้อมแขนเป็นภาพแรกที่ผมวาดขึ้น จำไม่ได้แล้วว่าวันๆหนึ่งผมวาดภาพเขาออกมาได้กี่ภาพ แต่รวมๆแล้วตอนนี้ผมมีสมุดทำมือที่เต็มไปด้วยภาพวาดเขาอยู่ 6 เล่ม และตอนนี้หน้าสุดท้ายของเล่มที่ 7 ก็กำลังจะถูกเติมเต็มเช่นกัน ทว่ามันไม่ใช่ภาพสเก็ตช์เหมือนหน้าก่อนๆ... แต่กลับเป็นกระดาษโฟโต้แผ่นเล็กที่มีชายหนุ่มกำลังฉีกยิ้มกว้างมาให้กล้องต่างหาก


          มันเกิดขึ้นเมื่อวันก่อน... ขณะที่ผมแอบมานั่งมองเขาเหมือนดั่งเช่นทุกวัน ต่างกันตรงที่วันนี้ผมหยิบกล้องตัวโปรดพร้อมกับเลนส์เทเลติดตัวมาด้วย สองมือเรียวจับตัวกล้องให้มั่นก่อนที่นิ้วชี้สวยจะกดลงเบาๆที่ปุ่มชัตเตอร์ ผมมั่นใจว่าตอนนั้นเขาไม่เห็นผมแน่ๆ ทว่าภาพที่ได้ออกมากลับทำเอาหัวใจเต้นรุนแรงหนักกว่าทุกครั้ง ริมฝีปากสีอ่อนนั่นวาดขึ้นเป็นเส้นโค้งพร้อมกับดวงตาเรียวที่เกือบจะปิดสนิทปรากฏเด่นชัดขึ้นบนหน้าจอแสดงผล


          รอยยิ้มนั่น... ดวงตานั่น... มันเหมือนกับจงใจส่งมาให้ผมชัดๆ


          และหลังจากนั้นไม่นานผมก็มีสุดรวมภาพถ่ายของเขาเอาไว้พกคู่กับสมุดสเก็ตช์อีกเล่ม




          อีกไม่กี่เดือนผมก็จะจบการศึกษาปริญญาตรี... อีกไม่กี่เดือนผมอาจจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว


          การเฝ้ามองเขามันทำให้ผมมีความสุขมาก แม้เจ้าตัวอาจจะไม่เคยรับรู้เลยก็ตาม ความคิดหนึ่งก่อเกิดขึ้นในหัว... ผมว่าผมควรจะบอกเขาซักครั้ง แค่บอก... แม้เขาจะไม่ตอบรับก็ตาม


          ผมกำลังยืนตัวสั่นอยู่ที่โต๊ะหน้าตึกคณะของเขา... นิ้วเรียวกำเข้าหากันนั่นจนมือขาวๆขึ้นสีแดงเถือก และนั่นเขา... กำลังยืนคุยและหัวเราะอยู่กับเหล่าเพื่อนฝูง


          ให้ตายเหอะ... ผมก้าวขาไม่ออก แทบจะอยากหายตัวไปจากตรงนี้ด้วยซ้ำ


“เอาวะ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”


          การแอบรักมาเกือบ 5 ปีของผมกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ขายาวกำลังพยายามก้าวเดินทว่าเขากลับเดินมาทางนี้ และกำลังจะเดินผ่านผมไป...


“ครับ?”


          เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อมือเล็กๆของผมฉุดรั้งแขนของเขาเอาไว้


“อ- เอ่อ... แทฮยอน... ขอคุยด้วยแปบนึงได้มั้ย”


          ผมเอ่ยตอบไปทั้งๆที่หลบตาเขาอยู่ หากหูไม่ได้เพี้ยนไปเอง ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะออกมาเบาๆนะ ผมคิดว่าเขาคงจะประติเสธ มือข้างที่ว่างกำเอาไว้แน่นจนรู้สึกปวดไปหมดเมื่อได้ยินเสียงเขาตะโกนบอกเพื่อนให้ไปก่อนนั่นแหละผมจึงละสายตาออกจากรองเท้าของเขา


          สีหน้าของคนตรงหน้าดูเรียบเฉยปะปนไปกับความสงสัยเพียงน้อยนิด ความเงียบและความอึดอัดโปรยตัวลงรอบๆบริเวณที่เราทั้งสองยืนอยู่


          หัวใจของผมเต้นแรงและเร็วจนกลัวว่ามันจะระเบิดออกได้ในเร็วๆนี้


          ให้ตายเหอะ... ผมไม่กล้าพูด


          ริมฝีปากเล็กๆของผมพยายามอ้าออกอยู่หลายครั้ง ทว่าน้ำเสียงติดแหลมที่ได้ยินอยู่ทุกวันกลับไม่ดังออกมา ผมนึกขอบคุณคนตรงหน้าที่ยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ยังคงรอฟังสิ่งที่ผมอยากจะพูด


          จมูกที่ไม่ได้โด่งอะไรมากมายสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอีกครั้งก่อนที่ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเปล่งประโยคนั้นออกมา


“ร- เรา... เราชอบนายอ่ะ”


          เปลือกตาสีน้ำนมปิดแน่นพร้อมกับเล็บที่จิกลงบนฝ่ามือของตัวเองจนเป็นรอยในขณะที่สารภาพออกไป แต่เนิ่นนานหลายนาทีผ่านไปผมกลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่ปิดสนิทเมื่อครู่ค่อยๆเปิดขึ้นเพื่อแอบมองว่าคนตรงหน้ายังยืนอยู่เหมือนก่อนหน้านี้หรือไม่


          หากว่าเขาหายไปแล้วล่ะ... ผมจะทำเช่นไร


          ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายค่อยๆเต้นช้าลงผิดจากไม่กี่นาทีที่แล้วที่มันรัวเร็วจนน่ากลัว... ผมไม่คาดหวังว่าเขาจะตอบรับ แต่บอกตรงๆว่าผมก็ไม่อยากให้เขาเดินหนีไปเหมือนกัน


          ตาเรียวเล็กของผมเบิกกว้างนิดหน่อยเมื่อพบว่าคนตรงงหน้ายังคงยืนอยู่ที่เดิม ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้า... อย่างน้อยเขาก็ยืนฟังผมพูดล่ะน่ะ


“นึกว่าจะไม่ได้ยินแล้วซะอีก”
“ห- ห๊ะ”


          ให้ทายตอนนี้หน้าตาผมคงจะตลกมากสำหรับเขา ประโยคประหลาดๆนั่นทำให้ผมแปลกใจมาก... ผมไม่คิดว่าเขาจะรู้อยู่ก่อนแล้ว ให้ตายเหอะ แล้วสิ่งที่เหนือความคาดหมายไปไกลก็เกิดขึ้น... คนตรงหน้าของผมกำลังกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ ขายาวภายใต้กางเกงยีนส์นั่นก้าวเข้ามาหาผมช้าๆก่อนที่มือหนาจะยื่นมาจับมือของผมไปกุมเอาไว้


“เป็นแฟนกันนะ อีซึงฮุน”






          สิ่งที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น... หากถ้าเราไม่มีความกล้าที่จะเริ่ม เราคงไม่มีทางที่จะพบกับความสำเร็จ ความรักก็เช่นกัน

You will never win if you never begin.





Start/END.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สั่นๆ ลั่นค่ะ




No comments:

Post a Comment