Thursday, December 22, 2016

[SF] ฟิคนอกวัง CH.01 : Gisaeng







Pairing: Minho x Seungyoon
Rate: PG
Note: เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง มิได้มีเจตนาบิดเบือนประวัติศาสตร์และประเพณี ใดๆทั้งสิ้น



     กีแซง สาวงามที่อุทิศตนสร้างความสำราญ ปรนนิบัตร จงรักภักดีต่อเหล่าขุนนาง และกษัตริย์

     กีแซง ศิลปินผู้สร้างความบันเทิงให้แก่ชายชนชั้นสูงศักดิ์ผู้มีลาภยศ เงินทอง และที่ดินมากมาย

     กีแซง ชนชั้นที่ถูกรังเกียจ ถูกปฏิบัติด้วยเยี่ยงทาส


     คังซึงยูน ไม่ใช่สาวงาม เขาคือบุตรชายคนเล็กแห่งอดีตขุนนางใหญ่ของฝั่งโซรน บิดาของเขาถูกจับได้เรื่องสมทบคิดกันก่อกบฏกับเสนาบดีใหญ่อีกหลายท่าน ตระกูลคังถูกสั่งประหารสิ้น ทว่าเขากลับถูกขายให้กับสำนักกีแซงต่างเมืองแห่งหนึ่งอย่างลับๆ


     ด้วยใบหน้าที่งดงามราวสตรีเพศ อีกทั้งร่างกายอรชรเกินกว่าเด็กหนุ่มทั่วไป ทำให้เขาถูกเจ้าของหอนางโลมแห่งนี้จับแต่งตัวจนกลายเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น ผิวขาวเนียนละเอียดเป็นที่ต้องตาแก่ชายชนชั้นสูงผู้มักจะแวะเวียนเข้ามาใช้บริการในสถานที่แห่งนี้


     หากแต่มิใช่ทุกคนที่จะได้ใช้บริการกีแซงวัยเยาว์ผู้นี้


     เสียงไพเราะจากเกียวมุนโกตัวใหญ่ถูกบรรเลงด้วยมือขาวน้อย ๆ น่าทนุทนอมของเด็กหนุ่ม ราตรีใดปรากฎร่างเสนาบดีใหญ่ของราชสำนัก ซึงยูนมักจะเป็นกีแซงคนแรก ๆ ที่ถูกเรียกหา เด็กหนุ่มในชุดผ้าแพรสีแดงสดปักลวดลายอย่างประณีตผิดกับกีแซงคนอื่น ๆ มิใช่สาวงามผู้ต้องนั่งปรนิบัตร มิใช่หญิงสาวที่ต้องไปนั่งเอาอกอาใจ หรือพูดคุยกับท่านเสนาบดี


     หากแต่มีหน้าที่คอยขับกล่อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่เหล่าชายสูงศักดิ์ทั้งหลายผ่านทางเสียงดนตรี


     ใช่ว่าจะมีความสุขกับงานที่ทำ จากเด็กหนุ่มชนชั้นสูงที่มีแต่ผู้คนเฝ้าเอาใจ กลับกลายมาเป็นชนชั้นล่างสุดของสังคม ตีสีหน้าแย้มยิ้มบรรเลงดนตรีแลกกับการมีชีวิตอยู่ไปวันๆ


     แต่ก็มิใช่ทุกข์ไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยเขาก็มีความสุขกับการเล่นดนตรี และอย่างน้อย... แม่หญิงแชรินก็นึกเอ็นดูเขามากพอตัว


     ซึงยูน หรือ ยูนนา กลายเป็นสาวงามเรืองชื่อด้านการดีดเกียวมุนโกที่ไพเราะจับใจในเวลาถัดมา ด้วยใบหน้างดงามอีกทั้งความสามารถเป็นเลิศ เหล่าขุนนางจึงหมายจะจับต้องดอกไม้งามดอกนี้กันนักต่อนัก ทว่าเมื่อทราบว่าบุษผางามดอกนี้มีตำหนิกลับถอยห่างออกไปทันที


     สาวงามที่พูดไม่ได้....


     เพราะกายเป็นบุรุษเพศจึงมิอาจเปล่งคำพูดใดออกมาได้ขณะต้อนรับแขก มิเช่นนั้นคงได้โดนโทษหนักไปตามๆกัน ทั้งตัวเขา เจ้าของหอนางโลม และกีแซงคนอื่น ๆ


     ซึงยูนตื่นขึ้นมาในยามสาย ตระเตรียมอาหารมื้อเช้าให้แก่แม่หญิงแชรินในทุก ๆ วัน เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำร่างบอบบางก็ต้องชำระร่างกาย ผัดแป้ง ประทินผิวให้สวยใส และมีกลิ่นหอมอ่อนของเหล่าบุษผาติดตามร่างกายเหมือนกีแซงคนอื่น ๆ เพื่อรอชายชนชั้นสูงศักดิ์เรียกหา ชีวิตดำเนินอย่างเรียบง่ายแบบนั้นมานานนับปี






     จนกระทั่งชายหนุ่มรูปงามท่านหนึ่งปรากฏตัวขึ้น


     บทเพลงสุดท้ายถูกบรรเลงจนจบ นิ้วเรียววางไว้บนเส้นโลหะก่อนเจ้าตัวจะค้อมศีรษะให้แก่บุรุษสูงวัยตรงหน้า มือหนานั่นยกขึ้นจากบั้นเอวของสาวงามข้างกายมาปรบมืออย่างนึกชอบใจในบทเพลงที่เพิ่งจบไปเมื่อครู่ พวงเหรียญหลายสิบนยังถูกยื่นให้กับเขาเพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับค่ำคืนนี้ เสียงหัวเราะดังสลับกับคำเอ่ยชมอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งบานประตูถูกเลื่อนออกอย่างกะทันหัน ความเงียบจึงถูกโปรยไปทั่วห้องฉับพลัน


     ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ชายหนุ่มรูปงามซึ่งปรากฏกายอยู่หน้าประตูบานนั้น


     เจ้าของร่างกายกำยำกวาดสายตาไปทั่วห้องก่อนจะหยุดลงที่เครื่องดนตรีสายชิ้นเดียวภายในนั้น เขาไล่สายตาไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวผู้นั่งอยู่ด้านหลังเกียวมุนโกตัวใหญ่นั่น จ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะย่างกายเข้าไปด้านใน


     ทุกย่างก้าวนั้นทำเอาหัวใจดวงน้อยของผู้ถูกจับจ้องเต้นผิดจังหวะ ซึงยูนไม่สามารถคาดเดาความคิดเจ้าของนัยน์ตาดุดันซึ่งเอาแต่จดจ้องเขาอยู่อย่างนั้นได้เลย


     กลัว... กลัวเหลือเกินว่าความลับที่เก็บมานานจะมาถูกเปิดเผยเอาเสียตอนนี้


     แก้วตาสีนิลหลุบต่ำลงเพื่อหลบดวงตาคมนั่น มิกล้าแม้แต่จะจดจ้องกลับไป นิ้วเรียวบีบเข้าหากันอย่างหวั่นเกรง จะทำเช่นไรดี ข้าควรจักทำเช่นไร... หากว่าความลับของตัวข้านั้นถูกจับได้ขึ้นมาเล่า หากว่าชายหนุ่มผู้นี้รับรู้ถึงความลับของข้าเล่า แม่หญิงแชริน และกีแซงคนอื่น ๆ ในสำนักจักเป็นเช่นไร มิถูกประหารกันหมดหรืออย่างไร


     ไม่เอาแล้ว ข้ามิอยากแบกรับ มิอยากจดจำความโหดร้ายเหล่านั้นอีกแล้ว


     ฝ่ายผู้มาใหม่ทอดมองเจ้าของบทเพลงซึ่งจบไปเมื่อครู่อย่างนึกเอ็นดู ร่างขาวภายใต้ผ้าแพรสีชมพูอ่อนกำลังนั่งสั่นไหวอย่างนึกหวาดหวั่น หญิงงามผู้นี้กำลังกลัวเขาอยู่เช่นนั้นหรือ เพราะเขาหน้าตาดุดันไปใช่หรือไม่


     ร่างเล็ก ๆ นั่นสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อคนมาใหม่ทรุดกายลงนั่งตรงข้ามกับตน


“เป็นเจ้าใช่หรือไม่... ที่บรรเลงบทเพลงอันแสนไพเราะเมื่อครู่นั่น”


    เสียงทุ่มเอ่ยถามสิ่งที่ตนพอจะเดาได้อยู่แล้วออกไป ด้วยสัญชาตญาณของนักล่าจึงเผลอใช้สายตาสำรวจอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว หางตาที่แอบตวัดขึ้นมองเขานั้นชวนให้นึกขันอยู่ไม่น้อย ใบหน้าขาวพยักหน้าลงเพียงนิดเป็นการตอบคำถามของเขา ท่าทางกล้าๆกลัวๆแต่แอบดื้อรั้นอยู่ในทีนั่นดูน่ารักและไร้เดียงสาเกินกว่ากีแซงนางไหนที่เคยพบ ชายหนุ่มนึกสงสัยไม่น้อยว่าเหตุใดเด็กผู้หญิงผิวพรรณงดงามเช่นคนตรงหน้าจึงมาทำงานอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้


     มือขาวซึ่งบีบเข้าหากันแน่นชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อจำนวนมาก ตากลมพยายามมองหาตัวช่วยแต่กลับค้นพบว่าในห้องแห่งนี้เหลือเพียงเขากับชายแปลกหน้าผู้นี้เสียแล้ว


     ริมฝีปากของแม่ทัพหนุ่มเหยียดยิ้มเมื่อค้นพบของถูกใจชิ้นใหม่เข้าให้แล้ว ดวงตาคมส่องประกายวาบวับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่เห็นท่าทีดูไร้เดียงสาแตกต่างจากกีแซงนางอื่น ๆ ซึ่งคอยแต่จะปรนนิบัตรเอาใจ ออดอ้อนให้ลุ่มหลงในเสน่หานั่น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากีแซงวัยเยาว์นางนี้ชวนให้เขารู้สึกอย่างครอบครองยิ่งนัก


     แต่ก็มิใช่ว่ากีแซงทุกคนที่จะสามารถครอบครองได้ด้วยเงินตรา.... และดูเหมือนว่าหญิงงามผู้นี้ก็คงเป็นกีแซงที่เข้าถึงยากเช่นกัน


“ช่วยบรรเลงเพลงเมื่อครู่ให้ข้าฟังได้หรือไม่”


     มือขาวโผล่ออกมาจากชายแขนเสื้อเพียงนิดบรรจงวางลงบนเส้นลวดอย่างเสียไม่ได้ หากเป็นปกติแล้วซึงยูนจะบรรเลงเพลงหรือออกมาแสดงต่อหน้าแขกก็ต่อเมื่อแม่หญิงแชรินอนุญาตแล้วเท่านั้น แต่เพราะความรู้สึกกลัวเข้าครอบครองพื้นที่ภายในจิตใจให้มืดดำไปเสียหมดจนนึกอะไรแทบไม่ออกทำให้เขาทำตามคำสั่งของอีกคนอย่างง่ายได้


     ตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองมือเล็กซึ่งสั่นเทาเกินกว่าจะบรรเลงบทเพลงให้ตนได้ก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ


“สั่นเช่นนี้แล้วเจ้าจักบรรเลงบทเพลงให้ข้าฟังได้เช่นใดเล่าแม่นางน้อย”


     แม่ทัพใหญ่ยิ้มกรุ่มกริ่มพลางเอ่ยแซวอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ฝันขาวขบกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด พยายามจดจ้องอยู่เพียงที่นิ้วมือและสายเครื่องดนตรีตรงหน้าเท่านั้น


     ตั้งสติ ซึงยูนนา เจ้าต้องมีสติอยู่เสมอ


     เสียงอบอุ่นของท่านพ่อดังก้องอยู่ภายในหัว ร่างบางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกสติและขวัญกำลังใจกลับมา เขาจะทำตัวมีพิรุธไม่ได้เป็นอันขาด


     เส้นโลหะสั่นไหวจากสัมผัสแผ่วของมือน้อย ๆ นั่นก่อให้เกิดเสียงดังกังวานเป็นเสียงดนตรีขับกล่อมแสนไพเราะชวนเพ้อฝัน ดีดบรรเลงไปได้เพียงไม่กี่ห้องดนตรีแววตาวิตกกังวลก็หายไปจนหมดสิ้น ร่างน้อยจมดิ่งลงไปสู่ห้วงของเสียงเพลงที่ตนรัก สีหน้าดูมุ่งมั่นและอิ่มสุขไปพร้อมกันนั่นดึงดูดตาคมมิให้สามารถแลเหลียวไปจุดอื่นใดได้เลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณผู้ล่าที่ขัดเกลามาตั้งแต่ยังเล็กดูเหมือนจะขาดหายไปชั่วขณะเสียแล้ว ไม่รู้ตัวกระทั่งเสียงเดินอย่างเร่งที่สืบใกล้เข้ามาทุกที


     บานประตูที่ไม่ได้ถูกปิดแต่แรกปรากฏเรือนร่างสง่างามของหญิงสาวผู้เป็นใหญ่ในที่แห่งนี้ หากแต่กลับมิมีใครให้ความสนใจนางเลยแม้แต่น้อย


     มือเล็ก ๆ กลับมาวางอยู่บนหน้าตักของตนอีกครั้งหลังจากบทเพลงเมื่อครู่จบลง ภายในห้องเงียบสงัด มิมีเสียงใดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ซึงยูนยังคงก้มหน้ามองนิ้วมือของตนอย่างไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปวางไว้ตรงใดดี ต่างจากอีกฝ่ายที่จ้องมองเขาด้วยสายตาโลมเลียอย่างไม่ปิดบัง


     อยากจะช้อนสายตาขึ้นมองท่าทีของชายผู้นี้ยิ่งนัก เหตุใดจึงมานั่งจ้องเขาอยู่เยี่ยงนี้ ช่างเป็นบุรุษที่หยาบคายยิ่งนัก ทั้งที่หมดเวลารับแขกของเขาในค่ำคืนนี้แล้วแท้ๆ หากแต่บุรุษท่านนี้กลับเอาแต่มานั่งมองเขา ต้องการอันใดก็มิเอ่ยออกมาเสียที จากที่หวาดกลัวเหลือเกินว่าความลับของตนจะถูกเผยออกมา ตอนนี้เด็กหนุ่มกลับรู้สึกเมื่อยเสียมากกว่า อยากจะเหยียดขาเหยียดแขนมากกว่าที่จะต้องมานั่งปั่นหน้านิ่งอยู่แบบนี้


     แต่เพราะบทบาทที่ได้รับนั้นเอง เขาจึงต้องมานั่งสงวนท่าทีอยู่เช่นนี้


     งดงามยิ่งนัก หญิงสาวตรงหน้าเขาช่างงดงามเกินกว่าผู้ใดที่เคยพานพบ อีกนิดได้ไหมเล่า ข้าขอเมียงมองเจ้าอีกสักนิด หาใช่เพียงคิด ทว่าชายหนุ่มกลับขยับกายเข้าใกล้อีกคนมากขึ้น เครื่องดนตรีชิ้นโตมิอาจขวางกั้นมือใหญ่ซึ่งยกพาดผ่านขึ้นไปหมายจะเชยคางของอีกฝ่ายเพื่อให้มองหน้ากันได้ถนัดถนี่


     เสียงกระแอมไอจากหน้าประตูดังขึ้นขัดจังหวะของชายหนุ่ม หลังจากยืนมองท่าทางของบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของเมืองอยู่นาน ชายเจ้าสำราญซึ่งร้อยวันพันปีมิเคยย่างกายเข้ามาถึงหอนางโลมแห่งนี้ ด้วยใบหน้าคมและสีผิวคล้ำแดดนั่นดึงดูดบุตรสาวผู้เพียบพร้อมของเหล่าขุนนางมากมายจนมิต้องออกไปใฝ่หาหญิงงามที่ใดเพื่อให้มาปรนนิบัตรตนเลยแม้แต่น้อย ไหนจะภริยาน้อยใหญ่ซึ่งแต่งเข้าบ้านเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางการเมืองเหล่านั้นอีกเล่า


     เหตุใดจึงมานั่งส่งสายตาหวานเชื่อมให้แก่บุรุษด้วยกันเยี่ยงนั้น


     อยากจะหัวเราะออกมาเสียให้ลั่นหากไม่เห็นสายตาเว้าวอนจากเจ้าลูกหมาน้อยตรงหน้านั่นเสียก่อนละก็นะ


“ข้าคงต้องขออภัยที่เข้ามาขัดจังหวะความสำราญของท่านแม่ทัพนะเจ้าคะ”


     มือหนาชักกลับมาวางข้างกาย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แผ่นหลังเหยียดตรงไหล่และอกกว้างสง่างามยิ่งนัก สมดั่งคำล้ำลือว่าบุตรคนโตแห่งบ้านตระกูลซงนั้นควรค่าแก่การหมายปองยิ่ง


“ข้าขอขอบคุณที่ท่านแม่ทัพให้ความเอ็นดูแก่ยูนนาผู้น่ารักของข้ายิ่งนัก หากแต่นางมิอาจให้ความสำราญทางกายแก่ท่านได้น่ะเจ้าค่ะ”


     หญิงสาวยิ้มให้แก่ชายตรงหน้า ช่างเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้เขาหงุหงิดยิ่งนัก ใบหน้าที่แสดงออกถึงความรู้เท่าทันและเหนือกว่านั่น...


“ท่านเข้าใจข้าผิดแล้วล่ะแม่นาง ข้าเพียงแต่นึกเอ็นดูแม่นางน้อยผู้นี้ต่างหากเล่า”
“รึเจ้าคะ”


     เด็กหนุ่มที่นั่งเงียบมานานทำได้เพียงแอบเบ้ปากให้กับคำตอบของเสียงทุ้มนั่น นึกเอ็นดูอย่างนั้นรึ เอ็นดูอีท่าไหนถึงโน้มกายเข้ามาหมายจะแตะต้องเขากัน ช่างเป็นการแก้ตัวที่ดูโง่เง่าอะไรเช่นนี้


“แม่นางน้อยผู้นี้บรรเลงเกียวมุนโกได้ไพเราะจับใจข้ายิ่งนัก”
“หากท่านนึกชมชอบในบทเพลงของนางล่ะก็ ท่านสามารถเรียกหาให้นางมาบรรเลงเกียวมุนโกได้ในวันถัดไปนะเจ้าคะ เพราะตอนนี้ก็เลยเวลาพักของนางมามากพอดูแล้ว แต่หากท่านต้องการกีแซงนางใดไปปรนิบัตรล่ะก็ สามารถเรียกหาได้เลยนะเจ้าคะท่านแม่ทัพซง”


     ริมฝีปากสีแดงสดขยับบอกให้หญิงสาวในความดูแลออกไปด้านนอกก่อนจะผายมือเชิญชายหนุ่มตรงหน้าออกไปยังห้องรับรองด้านนอกแทน มินโฮไม่ได้เรียกหากีแซงคนไหนทว่ากลับเอ่ยลาแล้วเดินล่องลอยออกไปด้านนอก คิ้วหนานั่นขมวดมุ่นแถมสีหน้ายังยุ่งเหยิงเกินกว่าใครจะกล้าเข้าไปเสวนาด้วย


     ท่าทางเหล่านั้นทำเอาแชรินที่ลอบมองอยู่นานถึงกับนึกขันขึ้นมาในใจอีกครั้ง ดูท่าจะเป็นเอามากนะเจ้าคะ ท่านแม่ทัพซงมินโฮ







“ผู้ชายร่างหมีเช่นนั้นจักมาชอบพอข้าได้อย่างไรกันเล่าท่านน้า”


     เสียงโวยวายของเด็กหนุ่มดังเคล้าไปกับเสียงหัวเราะชอบใจจากคนรอบกาย ซึงยูนรู้สึกได้ว่าใบหน้าของเขาต้องแดงมากแน่ ๆ ก็ใครจะมาชอบกันเล่า กับการที่ถูกหยอกล้อเรื่องที่แม่ทัพใหญ่นั่นมาขอให้เขาดีดเกียวมุนโกให้ฟัง แล้วเขาก็ดันบ้าจี้ไปเล่นให้ฟังฟรีๆอีกแหนะ


     แต่มันก็เพราะเขาต้องแสร้งทำเป็นพูดไม่ได้มิใช่หรือ ถึงได้ทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธชายคนนั้นได้น่ะ


     เขาจะไม่ยอมรับเป็นอันขาดว่าตัวเขาน่ะกลัวเพียงใด เพียงเสี่ยววิที่สบเข้ากับตาคู่ดุนั่นน่ะ ซึงยูนกลัวเหลือเกิน กลัวว่าผู้มีพระคุณต่อเขาจักต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตา


“ท่านก็ชอบใจไปกับท่านน้าแชรินด้วยรึ ท่านพี่ซึงฮุน”


     เสียงเล็กๆนั่นหันไปแหวใส่ชายที่นั่งอ่านตำราอยู่ฝั่งตรงข้าม ให้ตายเหอะ ซึงยูนอยากจะบ้าตาย นี่มันใช่เรื่องตลกที่ไหนกัน หากเจ้าหมีนั่นเกิดปล้ำเขาแล้วความแตกขึ้นมาจักทำเช่นใดเล่า ไม่สนุกเลยนะ เขาไม่สนุกด้วยเลยสักนิด


“อะไรกัน ใช่ความผิดข้าที่ไหนกันเล่าที่เจ้าแต่งหญิงแล้วสวยขนาดนั้นน่ะ”


     ตาเรียวละออกจากหน้ากระดาษแล้วหันมายิ้มขำให้กับคนอายุน้อยสุดอีกครั้ง ซึงยูนเป็นเด็กน่ารัก ครั้งแรกที่น้าสาวของเขาบอกว่าช่วยเด็กกบฏมาได้คนหนึ่งก็นึกหวั่นอยู่ในใจ ว่าเจ้าเด็กนั่นจะพาความซวยมาให้หรือไม่ แต่พอเจอเข้ากับเจ้าเด็กตัวแสบนี่แล้วถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดท่านน้าเขาจึงเอ่ยชมนัก


     วันแรกที่เจอกันเด็กนั่นมีแววตาที่มืดมนจนเขาไม่อาจคาดเด่าได้ว่าเด็กตัวน้อยนั่นไปพบเจอกับเรื่องเลวร้ายเช่นใดมา ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมา


     ยอมรับว่าตอนแรกเขาก็นึกหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน ขนาดว่าตนเป็นคนอัธยาศัยดียังเข้าถึงเจ้าเด็กนี่ยากจะตายไป แม้จะอายุต่างกันไม่มาก แต่มันก็อดที่จะดุเจ้าเด็กที่ไม่ยอมพูดหรือทำความเคารพเขาเลยแม้แต่น้อย เขาจำได้แม่นว่าวันนั้นซึงยูนร้องไห้ออกมามากจนเขากลัวเหลือเกินว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะขาดใจตายก็ได้ น้ำตามากมายไหลออกมาดั่งสายธารใหญ่ที่หลั่งลงมาจากหน้าผาสูงชัน และเป็นวันนั้นเองที่ปากอิ่มนั่นพูดทุกอย่างออกมา


     เด็กตัวน้อยที่ร้องไห้จนตัวโยนอยู่ในอ้อมอกพี่ชายที่มิได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวของสายโลหิตเดียวกันทว่ามันกลับทำให้ซึงยูนรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน ซึงฮุนสาบานกับตนนับแต่นั้นว่าเขาจะดูแลเจ้าน้องน้อยนี่เป็นอย่างดี รู้สึกดูไม่ได้เลยสักนิด กับหน้าตาตอนเจ้าเด็กนั่นร้องไห้


     พอนึกไปถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนก็ได้แต่ยิ้มบางออกมา และเผลอใช้สายตาอ่อนโยนทอดมองอีกฝ่ายอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วก็ต้องหลุดออกจากภวังค์ความคิดเมื่อฝ่ามือบางของคนที่เขานึกเอ็นดูนั่นฟาดมาที่แขนเขาอย่างไม่เบาแรงนัก


“ท่านน่ะเงียบไปเลย มิเช่นนั้นข้าจักไปบอกท่านพี่แทฮยอนว่าคืนก่อนท่านน่ะจงใจจะมอมเหล้าเขา”


     ไอกู.... เจ้าเด็กนี่มันร้ายเสียจริง ซึงฮุนทำได้เพียงส่ายหน้าแล้วแสร้งทำเป็นหันไปสนใจตำราตรงหน้าต่ออีกครั้ง


“ไม่ต้องมาแอบยิ้มเลยนะเจ้าน่ะ เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเช่นใดนะซึงยูน”


     เสียงทรงอำนาจนั่นทำเอาสะดุ้งอีกครั้ง ซึงยูนส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ก่อนจะหุบยิ้มฉับพลันเมื่อถูกแม่หญิงแชรินดุเข้าให้อีกรอบ


“ไม่ต้องมายิ้ม ไปเข้านอนได้แล้ว แล้วเตรียมตัวไว้เลย พรุ่งนี้ท่านมินโฮจักต้องมาเรียกหาเจ้าแน่นอน”


     นั่นแหละร่างเล็กเด็กหนุ่มถึงได้เดินหน้ายู่กลับไปยังห้องพักของตน ดูเหมือนว่าราตรีนี้ซึงยูนคงจะนอนหลับมิสบายเป็นแน่....




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ด้วยความอยาก เลยสรุปว่าจะทดลองเขียนฟิคพีเรียดเรื่องนี้ตามพล็อตที่ว่างไว้ตอนแรกทั้งหมด
จะเขียนจบไหมไม่แน่ใจค่ะ แต่ตัวเราเองชอบพล็อตเรื่อง ยังเขียนได้ไม่ดีมาก แต่ก็จะหน้าด้านเขียน
555555555555555555555

#ฟิคนอกวัง






1 comment:

  1. เราชอบพล๊อตนะคะแปลกใหม่ดีและก็สนุกด้วย ลุ้นมากกลัวว่าใครจะจับผิดยูนได้555 ชอบที่อธิบายถึงมินโฮที่หลงเสน่ห์ยูนมันชวนให้เคลิ้มจริงๆ ว่างๆมาต่ออีกนะคะอยากอ่านต่อมากๆเลยค่ะ^^

    ReplyDelete