Pairing: Minho x Seungyoon
Rate: PG
Note: เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง มิได้มีเจตนาบิดเบือนประวัติศาสตร์และประเพณี ใดๆทั้งสิ้น
ยังบัน
ชนชั้นที่มีหน้ามีตา เป็นที่นับถือและถูกปรนนิบัติด้วยอย่างดีต่างจากชนชั้นอื่นๆ
ยังบัน
ชนชั้นที่มีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง มีที่นามากมายเอาไว้ให้เช่า ทำการเกษตร
และได้รับการงดเว้นภาษี
มูบันหรือขุนนางฝ่ายบู๊
คือเหล่าชนชั้นนักรบของราชสำนัก บุคคลผู้น่าเกรงขามและผู้คนต่างให้ความเคารพยกย่อง
มินโฮ
เป็นบุตรคนโตแห่งตระกูลซง ตระกูลผู้เป็นแม่ทัพคนสำคัญของราชสำนักสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ชายหนุ่มถูกเลี้ยงดูและขัดเกลาสัญชาตญาณของนักล่ามาตั้งแต่ยังเล็ก การได้ร่วมทัพไปกับบิดาตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้เขามีไหวพริบที่ดีเยี่ยมเกินกว่าใครจะจินตนาการออก
รูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมเข้มนั้นเป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆ มากมาย อีกทั้งท่าทางวางมาดนิ่งอยู่ตลอดเวลานั่นทำให้เขาดูสุขุมน่านับถือขึ้นไปอีก
ด้วยเพราะเป็นบุตรชายคนโตผู้ถูกตั้งความหวังและทุ่มเทให้มาตั้งแต่ต้นทำให้มินโฮได้แต่งภริยาเข้าบ้านตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนจะที่ไต่เต้าขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอันดงเสียด้วยซ้ำ
ไม่นานชายหนุ่มก็กำเนิดบุตรสืบสกุลให้แก่ตระกูล
หากแต่หลังจากนั้นไม่นานก็จำต้องแต่งหญิงงามเป็นอนุภรรยาเข้าบ้านอีกหลายคน
เพียงเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองและการค้า หาใช่ความรัก
แต่หนุ่มเจ้าสำราญมิได้ยี่หระในเรื่องนั้น
ในคราแรกเขาเข้าใจถึงเรื่องสังคมที่หวั่นเกรงว่าจะไม่มีเชื้อสายสืบสกุลจึงจำยอมแต่งเมียเข้าเรือนเสียตั้งแต่ตอนที่ตนยังด้อยประสบการณ์
ต่อมาเมื่อเกิดการแต่งงานครั้งที่สามและสี่จึงทำให้เขาเข้าใจว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น
เมื่อผ่านโลกมาเยอะ ได้เฝ้ามองอะไรหลายๆ อย่างจนกลายเป็นหนุ่มใหญ่มากประสบการณ์และความสามารถจึงทำให้เขาได้เข้าใจ
หากเพียงเป็นคนดี ฉลาด และเก่งกาจก็มิใช่ว่าจะดำรงอยู่บนพื้นแผ่นดินนี้ได้อย่างปลอดภัย
ต้องรู้จักการใช้เล่ห์ ใช้เส้นสาย และเงินตรา ต้องยอมว่าการที่จะดำรงอยู่ในตำแหน่งสูงเช่นนี้ก็ต้องแลกมากับอะไรอีกหลายอย่างเช่นกัน
เพียงเพราะเบื่อหน่ายการแกร่งแย่งชิงดีของภริยาน้อยใหญ่และพวกขุนนางมากวัยทั้งหลายที่คอยแต่เอาอกเอาใจเขาจนออกนอกหน้า
ทำให้เขาเคยคิดว่าตนเองคงรักและตื่นเต้นกับเพียงเสียงของคมดาบที่เฉือนผ่านเนื้อหนังของมนุษย์เท่านั้น
แต่แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปเมื่อเขารู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวนางหนึ่งของหอนางโลมอันเรืองชื่อแห่งอันดง
แม่ทัพคนสำคัญเกิดนึกเบื่อหน่ายบ้านของตนขึ้นมาเสียดื้อๆ
ในคืนนั้นเขาได้ชวนรองแม่ทัพคนสนิทของตนออกมาเดินเที่ยวเตร่ ทว่าอีกฝ่ายกลับพาเขาเข้ามาในสถานที่ชวนสำราญในแบบที่ตนมิเคยคิดจะเข้ามาสัมผัส
ลำพังแค่หญิงงามที่เรือนน้อยใหญ่ในบ้านก็มากเกินความต้องการของเขาอยู่แล้ว
มินโฮทำเพียงนั่งมองการร่ายรำพรางจิบน้ำมึนเมาที่สาวงามคอยรินให้เป็นระยะ
นึกรำคาญแววตาแพรวระยับที่ถูกส่งมาให้เกือบตลอดทั้งคืน
เหรียญหลายสิบนยังถูกยื่นให้กับบรรดากีแชงผู้สวมชุดพื้นเมืองร่ายรำให้รับชมเมื่อครู่
ตาคมทอดมองไปยังรองแม่ทัพผู้กำลังเสพสำราญอยู่กับหญิงข้างกาย มินโฮถอนหายใจยาวอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรกับท่าทีเมามายในกามาเหล่านั้น
เขาขอตัวออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมนั่น ปล่อยให้คนพามาหาความสุขได้ดื่มกินอิ่มเอมไปกับของสวยๆ
งามๆ นั่นแต่เพียงผู้เดียว
สองมือถูกยกขึ้นไพล่หลัง ขาทั้งสองย่างก้าวไปตามทางเงียบๆ อย่างวางมาดเหมือนเช่นทุกครั้ง
ใบหน้าคมมิได้แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ หากแต่ก็ยังคงกวาดสายตามองไปรอบกาย
ย่างก้าวช้าลงถนัดตาเมื่อหูแว่วเสียงดนตรีหวานมาจากทางใดทางหนึ่ง
ชายหนุ่มสืบเท้าก้าวไปตามเสียงหวานที่ดังผ่านมาจนมาถึงหน้าห้องซึ่งเป็นที่มาของบทเพลงหวานหูนั่น
เพียงแค่ได้เมียงมองใบหน้าขาวซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับการบรรเลงบทเพลงอยู่นั้นก็ราวกับเขาก้าวตกลงไปในหุบเหวลึก
ไร้ซึ่งก้นบึ้งที่จะหยั่งถึง ตาคมมิอาจละไปจากแก้มนวลสีสุกปลั่งดั่งผลท้อชวนน่าสัมผัสและลิ้มลองได้เลยแม้แต่เพียงเสี้ยวเพลา
หากงับผิวเนื้อนั้นเข้าสักคราจะมีรสชาติเช่นใดนะ
หากได้ลองฝังจมูกลงไปที่เนื้อนิ่มนั่นจะมีกลิ่นหอมเฉกเช่นบุปผาป่าที่เขามักจะให้นายทหารเก็บมาฝากท่านแม่รึไม่นะ
ริมฝีปากอิ่มสีสดนั่นกับลูกพลับสุก สิ่งใดจักหวานฉ่ำกว่ากัน
อยากยิ่ง ที่จะรังแกอีกฝ่ายไปทั้งกาย อยากยิ่งนัก....
แค่ได้สบกับดวงตานิลเพียงชั่วครู่ก็ทำเอาดวงใจที่เคยแต่เต้นระรัวเพราะอยู่กลางสนามศึกได้กลับมาเต้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เนื้อตัวสั่นระริกราวกับหวาดกลัวนักหนานั่นยิ่งชวนให้อยากจะทำให้สั่นคลอนอยู่ใต้อาณัติของเขา
อารามถูกอกถูกใจที่เกิดขึ้นทำเอาแม่ทัพใหญ่ถึงกับไปไม่เป็น
ค่ำคืนนั้นช่างผ่านไปยากลำบากยิ่งนัก
ชายหนุ่มกลับเข้าเรือนใหญ่เพื่อหาที่ระบายอารมณ์คุกรุ่นของตน
อนุภริยาถูกปลุกขึ้นกลางดึกในค่ำคืนนี้
ดวงแก้วใสฉายแววฉงนใจถึงเหตุที่ทำให้สามีเข้ามาหาตนในยามวิกาลเช่นนี้
แม้จักไม่เข้าใจหากแต่ก็มิได้ปฏิเสธการกระทำจากอีกฝ่าย กายกำยำขยับไหวไปตามห้วงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงทว่าในหัวกลับจินตนการถึงร่างเล็กบอบบางไร้อาภรณ์ของใครอีกคน
ผิวขาวภายใต้ผ้าแพรเนื้อดีนั่นจักส่องสว่างเพียงใดเมื่อต้องกับแสงเทียนในห้องนอนของเขา
ริมฝีปากอิ่มนั่นยามเผยอขึ้นกอบโกยอากาศหายใจจักยั่วยวนถึงเพียงใด
หากว่าฝ่ามือเล็กๆ นั่นสัมผัสเข้ากับความดุดันของเขาจักรู้สึกดีเท่าใดกัน
หากกระแทกกระทันไปเสียงเต็มแรง ร่างเล็กๆ นั่นจะรองรับอารมณ์เขาได้ดีเพียงใด
เพียงพร่ำถึงกลิ่นหอมหวานชวนหลงใหลของอีกฝ่ายเท่านั้น
อารมณ์ร้อนในกายก็ลุกขึ้นเกินจะต้านทาน
มินโฮไม่เคยคิดว่าเขาจะมีความต้องการร่วมรักเสียมากมายเพียงเพราะนึกถึงกีแซงนางนั้น
ข้าอยากได้เจ้ายิ่งนัก... แม่นางยูนนา
ของข้า...
ยูนนา อา....
ซึงยูนกำลังเบื่อ บุรุษวัยสิบปีเศษๆ
กำลังนั่งปั้นยิ้มอยู่หลังเครื่องดนตรีสายชิ้นโตในห้องสีเหลี่ยมซึ่งพนังถูกบุไว้ด้วยกระดาษบางๆ
เขาอยากจะถอนหายใจออกมาวันละหลายๆ รอบ
ให้ตายเหอะนี่มันเข้าสัปดาห์ที่สองแล้วกับการที่แม่ทัพร่างหมีคนนั้นเรียกให้เขาออกมาบรรเลงเพลงในฟังในยามพลบค่ำ
เขาล่ะอยากรู้นัก
หากท่านแม่ทัพเจอเขาในชุดชายชาตรีจะมานั่งจ้องกันเช่นตอนนี้หรือไม่
แววตาระยิกที่ส่งมาให้นั่นก็ด้วย
คงจะใช้เป็นเครื่องมือในการทอดสะพานหาสาวงามมานักต่อนักแล้วสินะ
เห้ย!! แทบจะหลุดปากร้องอุทานออกมาเมื่อจู่ๆ ใบหน้าคมเข้มของอีกฝ่ายยื่นข้ามเครื่องดนตรีชิ้นโตมาหาเขา
ระยะห่างที่มีไม่มากทำเอาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นนั่น และตอนนั้นเองซึงยูนถึงได้เข้าใจ
เหตุใดคนมากมายจึงยำเกรงแก่คนตรงหน้ากันมากนัก
นัยน์ตาคมที่ส่อแววเจ้าชู้นั่นหากจ้องมองลงไปลึกๆ ดูแล้วช่างยากยิ่งนักที่จะคาดเดาความนึกคิด
ความใกล้ชิดกะทันหันนั้นทำให้คนทั้งคู่ได้ตระหนักถึงบางอย่าง
เด็กสาวตัวขาวน่าตาจิ้มลิ้มน่าทะนุถนอมกลับมีดวงตาซึ่งมิได้บ่งบอกถึงความร่าเริงใดๆ
อย่างที่ควรจะมี ช่างไม่สมวัยยิ่งนัก ลูกแก้วสีนิลขลับนั่นช่างดูลึกลับ เหงา
และเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน
เหตุใดเด็กสาวจึงมีแววตาที่เงียบสงบได้ถึงเพียงนั้น มิได้หวั่นไหว
หรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย
หากเพราะใกล้ชิดเกินไปเป็นเวลานาน
ฝ่ายผู้น้อยประสบการณ์กว่าจึงเสหน้าหลบไปเสียก่อน
เด็กหนุ่มแสร้งอมยิ้มเขินอายเพื่อตบตาทั้งที่ไม่แน่ใจเลยว่าเหตุการณ์เมื่อครู่จะทำให้ผู้สูงส่งเช่นท่านแม่ทัพใหญ่คนนี้จับสังเกตอะไรได้หรือไม่
“ข้าต้องทำอย่างใดเล่า หากต้องการจะสื่อสารกับเจ้า”
จบประโยคนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกคันปากยิบๆ
อย่ามาอยากคุยกับข้าเลยนะท่านแม่ทัพใหญ่ ซึงยูนเบื่อกับการโดนท่านพี่ซึงฮุนล้อเต็มทน แต่เพราะฐานะ ชนชั้น
และหน้าที่ของเขาตอนนี้ไม่อื้ออำนวยเอาเสียเลย
จึงได้แต่ส่งยิ้มหวานกลับไปให้ชายร่างหมีตรงหน้า
“ปกติเจ้าคุยกับยูนนาเช่นใดรึ”
เมื่อจนปัญญาจะหาคำตอบจากกีแซงวัยเยาว์ที่เขากำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมากแล้ว
มินโฮจึงหันไปเอ่ยถามสตรีอีกนางซึ่งมาคอยนั่งรินสุราให้ตนแทน
“ข้ามิเคยคุยกับนางหรอกเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ
แต่ข้าเคยเห็นนางพูดคุยกับแม่หญิงแชรินด้วยการเขียนน่ะเจ้าค่ะ”
ตาคมฉายแววใคร่สงสัยในสิ่งที่กีแซงนางนั้นเอ่ยตอบ...
หากว่าเป็นชนชั้นล่างเช่นนั้นเหตุใดจึงรู้หนังสือด้วยเล่า
ร่างโปร่งหันกลับไปมองหญิงสาวผู้นั่งอยู่ด้านหลังเครื่องดนตรีชิ้นโตและดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
ริมฝีปากอิ่มนั้นเม้มเข้าหากันพลางตีหน้าหน้าอ่านยากอยู่ในที
เหมือนเจ้าตัวกำลังกังวลอะไรบางอย่าง
ยังเยาว์เช่นนั้นหากแต่มีเรื่องให้กังวลตลอดเวลาเชียวหรือ
เพราะความจำเป็นเลิศทำให้เขานึกย้อนไปตอนเห็นนางนั่งตัวสั่นในคราแรกที่พบกัน
คิ้วหนาซึ่งขมวดมุ่นคลายจากกันทันทีที่ความสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นความเอ็นดูเสียแทน
น่ากลั่นแกล้งยิ่งนัก
ไม่นานกระดาษ หมึก และพู่กันก็ถูกขนเข้ามาภายในห้อง
เสียงกุกกักจากเท้าจำนวนมากซึ่งกระทบเข้ากับแผ่นไม้บนพื้นด้านล่างชวนให้ซึงยูนมองตามการกระทำของคนทั้งหลาย
มือน้อยบีบนวดนิ้วมืออย่างอดกลั้นอยู่บนหน้าตัก
ความเมื่อยถาโถมเข้ามาเมื่อต้องนั่งสงบนิ่งในท่าทางสงวนทีแบบนี้เป็นเวลานานมากกว่าปกติ
นึกอยากจะลุกหนีออกไปจากห้องนี้เสียจริง
เกียวมุนโกตัวใหญ่ถูกแทนที่ด้วยโต๊ะทรงเตี้ย
อุปกรณ์ที่ขนเข้ามาถูกวางไว้ด้านหน้าคนตัวเล็ก ใบหน้านวลฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อยก่อนจะตีหน้านิ่งตามปกติ
และแน่นอนว่าหลบไม่พ้นสายตาคมจ้องจับผิดของท่านแม่ทัพร่างหมีนั่น
รอยยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์ผุดพรายขึ้นบนใบหน้านั้น ก่อนที่ริมฝีปากจะเอื้อยเอ่ยประโยชน์ที่ซึงยูนหวังว่าจะไม่ได้ยินที่สุดออกมา
“เราว่าคุยกันดีกว่านะแม่นางน้อย”
ฝ่ายมินโฮเมื่อเห็นสาวงามตรงหน้ากรอกตาอย่างเบื่อหน่ายก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ให้ตาย นี่กีแซงเดี๋ยวนี้เขาสามารถทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่บุรุษได้ด้วยรึ
“เจ้าอายุเท่าใดกันรึ แม่นางยูนนา”
มือน้อยหยิบพู่กันจุ่มลงบนรางน้ำหมึก ปลายนุ่มจรดลงบนกระดาษก่อนจะตวัดไปมาจากจุกเล็กๆ
ลากยาวจนเป็นเส้น จากเส้นสายก็ถูกขีดขึ้นเป็นตัวอักษร เรียงร้อยจนเป็นรูปประโยค
สองมือขาวประคับประคองแผ่นกระดาษยื่นให้แก่ผู้มากวัยกว่า ก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้นตามเดิม
ตาคมกวาดมองคำตอบที่ได้รับ แทนที่จะรู้สึกหน้าชา
เขากลับหัวเราะออกมาเสียลั่น ซึงยูนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมั่นไส้คนตรงหน้าเสียจริง
ไอกู
ชายคนนี้ช่างประหลาดยิ่ง
ต้องขออภัยหากแต่ข้ามิได้มีหน้าที่มาตอบคำถามของท่าน
แม่ทัพใหญ่อ่านทวนประโยคอีกรอบ เขาพับเก็บเอาแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือสวยเกินกว่าที่จะคิดว่ามิได้ถูกอบรมมาอย่างดีนั่นใส่ไว้ด้านในเสื้อ
มือหนาโบกเรียกทหารคนสนิทซึ่งนั่งอยู่หน้าบานประตูให้เข้ามาเก็บอุปกรณ์ที่เพิ่งขนมาเมื่อครู่ออกไป
เพราะเห็นว่าคงยากที่จักทำให้แม่นางน้อยคนนี้เปิดใจคุยกับเขา
“เอาแบบนี้แล้วกันนะยูนนา”
น้ำสีขุ่นถูกรินลงจอกดินเผาสองใบ
แม่ทัพซงยื่นให้แก่หญิงสาวที่เขาหมายตาก่อนจะยกยิ้มแพรวพราว
หวังให้อีกฝ่ายต้องเสน่ห์อีกครั้ง
“ดื่มเป็นเพื่อนข้า หมดเหยือกเมื่อใดข้าจักกลับเคหะทันที”
ตาชั้นเดียวหลุบต่ำอย่างชั่งใจ
บุรุษร่างหมีผู้นี้จักเชื่อได้มากเพียงใดกันหรือ
และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันความคิดเขาไปเสียหมด
“ข้ามิสับปลับดอกแม่นางน้อย”
คงจะจริง
หากแม่ทัพใหญ่มีวาจากลับกลอกก็คงถูกครหาไปทั่วอันดงเสียแล้ว
เอาเถอะเขาคงไม่เมาง่ายๆ กับการดื่มแค่จอกสองจอก
หนุ่มน้อยในคราบหญิงสาวรับเอาจอกสุรามาถือด้วยท่าทีนอบน้อม
รอจนอีกฝ่ายยกจอกขึ้นก่อนจะค่อยๆ จิบลงคอไปเล็กน้อย
“หมดเลยสิแม่นาง หากมัวแต่จิบอยู่เช่นนั้นแล้วจะหมดเหยือกเมื่อใดเล่า”
ให้ตายเหอะ
จะมอมเหล้ากันอย่างนั้นรึ
คนอายุน้อยกว่าถลึงตาใส่อีกฝ่ายราวหาเรื่องอย่างลืมตัว
ซึงยูนรู้สึกว่าการใช้เวลาอยู่กับอีกฝ่ายที่ผ่านมานี้ทำให้เขาหลุดท่าทีสงวนตัว
กริยาเรียบร้อยที่อีสตรีควรมีก็ลดไปแทบจะหมด
พอมาคิดดูแล้วแม่ทัพคนนี้คงเป็นอีกคนที่ซึงยูนไม่รู้สึกอึดอัดใจเวลาอยู่ด้วย
แม้จะรำคาญ แต่เขามักจะเผลอแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาบนใบหน้าเสียหมด
แตกต่างจากแขกท่านอื่นๆ ที่ตัวของเขาเองนั่นต้องนั่งปั้นยิ้มอ่อนหวาน
ดีดเครื่องดนตรีแลกกับเงินหลายสิบนยัง
มันก็สบายอยู่เหมือนกัน
ช่วงนี้เขาถูกจองตัวโดยแขกท่านนี้ ไม่ต้องดีดดนตรีหลายเพลงมากนัก วันๆ แค่นั่งมองอีกฝ่ายส่งสายตาพราวระยับชวนอาเจียนมาให้ก็เท่านั้น
“อดทนหน่อยนะซึงยูน เดี๋ยวแม่ทัพท่านเบื่อเจ้าท่านก็ไปเองนั่นแหละ มินานดอก”
คำพูดของแม่หญิงแชรินทำให้เขารู้สึกเบาใจอยู่บ้าง
แต่พอนึกไปถึงช่วงเวลาหลังหอนางโรมปิดก็อดเบะปากออกมาไม่ได้ หากเหล้าไม่หมดเหยือกโดยเร็วแล้วล่ะก็
คืนนี้เขาคงโดนท่านพี่ซึงฮุนซึ่งเพิ่งกลับเข้ามาเรือนเล็กล้อเรื่องท่านแม่ทัพเอาอีกแน่ๆ
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงยกภาชนะขึ้นจ่อริมฝีปากอีกครั้งก่อนจะยกขึ้นดื่มหมดในคราเดียว
และนั่นทำให้แม่ทัพใหญ่ได้รู้อีกข้อหนึ่งว่า
แม่นางน้อยยูนนาผู้ดูบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวนี้คอแข็งเสียงยิ่งว่าเหล่าทหารกล้าในความปกครองของเขาเสียอีก

No comments:
Post a Comment