Friday, February 5, 2016

[os] New neighbor or new boyfriend.



New neighbor or new boyfriend.









Pairing: Seunghoon x Minho
Rate: nc
Note: เนื่องจากลั่นปากว่าถ้ามิทำรูปให้พี่ฮุนจะเขียนฮุนโน่ 55555555555
ปล. ยังไม่ได้แก้คำผิด







“อ๊ะ อ่าา... อื้อ ต ตรงนั้น อ๊า”



“อื้อ แรง แรงๆค่ะ อ๊ะ”


          เสียงเล็กแหลมครางกระเส่าดังเข้าสู่โสตประสาทในยามค่ำคืนที่กำลังปั่นงานตัดโมเดลส่งอาจารย์แบบนี้ ถามว่าจะสงบสุขมั้ยล่ะ? กระดาษคราฟท์สีน้ำตาลถูกวัดและตัดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะไอ้เสียงบ้าๆนั่นดังแทรกเข้ามาจนเขาตกใจแล้วทำให้คัตเตอร์ในมือปาดกินลงไปในเนื้องาน และนี่ก็ชิ้นที่ 4 เข้าไปแล้ว กระดาษแผ่นนึงก็ใช่ว่าจะราคาวอนสองวอนไง....


“โว้ยยยยยย !!!!


          เสียงสบถทุ้มต่ำตะโกนออกมาลั่นอย่างหงุดหงิดเมื่อเสียงเข้าจังหวะของข้างห้องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ใบหน้าคมเข้มเสไปมองนาฬิกาบนโต๊ะหนังสือแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นเมื่อตอนนี้เป็นเวลาตีสามสี่สิบห้านาทีแล้ว ถึงแม้ว่างานที่กำลังทำอยู่นี้จะไม่ต้องส่งในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่นี่เป็นเวลาสองคืนแล้วกับการอดหลับอดนอนของเขา ทุกสรรพสิ่งที่ขวางหูขวางตาตรงหน้าจึงเป็นสิ่งที่น่าโมโหสำหรับเขาไปได้ทุกอย่าง รวมถึงไอ้ตุ๊กตามินเนี่ยนหน้าโง่ที่แฟนเก่าเป็นคนซื้อให้บนเตียงนั่นก็ด้วย


“มันจะเอาอะไรกันนักหนาวะ”



“เหี้ยเอ้ย”


          พยายามจะตั้งสติทำงานต่อไปอีกครั้งแต่แล้วเสียงขาเตียงขยับไปมาพร้อมกับเสียงหญิงสาวที่ร้องครวญครางเหมือนกำลังจะตายก็ยังไม่เงียบลงไปซักที


“แม่งเอ้ย ไม่เคยโดนเอาเหรอวะร้องเสียงอย่างกับโดนรถทับ”


          เมื่อสามถึงสี่วันก่อนหน้านี้มินโฮเคยรู้สึกปิติยินดีที่ข้างห้องซึ่งว่างมานานแรมปีได้มีมนุษย์ย้ายเข้ามาอาศัยซักที จะได้ไม่รู้สึกว้าเหว่จนเกินไป รู้สึกดีที่กำลังจะมีเพื่อนข้างห้องเอาไว้พูดคุยบ้าง เผื่อน้ำไม่ไหลไฟดับขึ้นมาเขาจะได้เดินออกไปถามว่าเป็นเหมือนกันรึเปล่าโดยไม่ต้องเดินไกลไปอีกห้องที่อยู่ถัดไป ตอนนี้ซงมินโฮขอถอนคำพูด เขาไม่อยากมีมันแม่งแล้วไอ้เพื่อนข้างห้องเพื่อนบ้านใหม่ห่าเหวอะไรเนี่ยะ สองสามวันแรกก็ปกติอยู่หรอก แต่คืนนี้นี่มันคืออะไร


          ไอ้ข้างห้องเป็นเพลย์บอยเร๊อะ


           ไม่ทำแม่งแล้วการบงการบ้าน มือหนาโยนคัตเตอร์สีเหลืองในมือทิ้งลงไปบนที่รองตัดกระดาษซึ่งมีไม้บรรทัดเหล็ก ดินสอไม้ และกระดาษคราฟท์แหว่งๆเพราะเขาตัดผิดไปเมื่อครู่วางรวมๆกันอยู่ มินโฮหยิบโมเดลบางส่วนที่เขาวางเอาไว้บนเตียงขึ้นไปวางบนโต๊ะเขียนแบบอย่างระมัดระวัง ก้มลงหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนพื้นขึ้นมาตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่อพรุ่งนี้


          6 โมงเช้า
          6 โมง 10 นาที
          6 โมง 30 นาที
          6 โมง 40 นาที
          6 โมง 50 นาที
          7 โมง 5 นาที
          7 โมง 25 นาที
          และ 7 โมง 30 นาที


          เสร็จแล้วก็จัดการวางมันไว้ข้างหัวเตียง ก่อนจะชี้ไปยังผนังข้างห้องพลางทำสีหน้าโหดเหี้ยมประหนึ่งพร้อมฆ่าคนตายและทำเหมือนไอ้คนข้างห้องนั่นจะรับรู้


“ถ้าพรุ่งนี้กูไม่ตื่นเป็นเพราะมึงเลย ไอ้ข้างห้อง”


          การโทษตัวเองคืออะไร มินโฮไม่รู้จักหรอก ขอนอนเอาแรงก่อนในเมื่อไม่มีสมาธิมากพอที่จะมานั่งทำงาน ฝืนไปก็เปลืองกระดาษ นอนแม่ง



กึก กึก กึก

          ข่มตานอนได้ไม่เท่าไหร่เสียงกุกกักก็ดังเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองประสาทหลอนเข้าไปทุกที รอบนี้มันไม่มีเสียงใครร้องครวญครางมีเพียงเสียงของบางอย่างกระแทรกเข้ากับฝาผนัง


          ไม่ไหวแล้ว ซงมินโฮคนนี้จะไม่ทนอีกต่อไป !!!


          ร่างหนาลุกขึ้นจากเตียงขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมดอย่างหัวเสีย เขาจะไม่ทนต่ออีเสียงรบกวนนี่อีกต่อไป ไม่เขาก็ไอ้ข้างห้องนี่แหละต้องตายกันไปข้าง


           หยิบแว่นสายตาที่ถอดเอาไว้ขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะเดินหลีกงานที่วางกองไว้กลางห้องออกไปยังประตู มินโฮยืนอยู่หน้าห้องข้างๆห้องเขาที่ตอนนี้ดูเหมือนด้านในจะเงียบสงบดี เขาเอาหูแนบไว้กับบานไม้ตรงหน้ารอจนได้ยินเสียงบางอย่างกระแทรกเข้ากับผนังอีกครั้งแล้วจึงตัดสินใจเคาะประตูรัวๆ แต่ดูเหมือนคนข้างในหาได้สนใจสิ่งรบกวนนี่ไม่ จมูกโด่งสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะกระหน่ำเคาะบานไม้นั่นอีกครั้ง


          จนกว่าจะมีคนมาเปิดประตู.... ถ้าประตูไม่พังกูจะไม่หยุดเคาะ


“เออๆ รู้แล้ว”


          แน่ะ ทำมาตะโกนหัวเสียใส่ เขาสิควรหงุดหงิด


          บานประตูไม้สีขาวถูกเปิดออกเผยให้เห็นชายหนุ่มที่ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่ามีกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นรอนเด่นชัดสวยงามและมีหยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่ทั่วร่าง อีกทั้งท่อนล่างยังมีเพียงแค่ผ้าขนหนูผืนเล็กพันเอวไว้แบบลวกๆกำลังยืนทำหน้ายุ่งคิ้วขมวดให้แก่ผู้มาขัดจังหวะการทำภารกิจของเขาอยู่


          อืม..... สภาพของไอ้คนที่มาเปิดประตูนี่ทำเอามินโฮลืมไปหมดแล้วว่าเขาจะมาพูดอะไร ลืมไปเลยไอ้คำด่าไอ้คำเหวี่ยงที่ตระเตรียมมาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเตียง


“ว่าไงครับ”


          สีหน้ายุ่งๆของคนที่ร่างกายเกือบเปลือยเปล่าแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างส่งมาให้เขาพร้อมกับแววตาที่ดูซุกซนแปลกๆ


“อะ เอ่อ....ช่วยลดเสียงกิจกรรมเข้าจังหวะลงหน่อยได้มั้ยครับ คะ... คือผมไม่มีสมาธิในการทำงานเลย”
“มันรบกวนคุณเหรอครับ”


          หมั่นไส้คือคำที่กำลังลอยอยู่ในหัวของมินโฮ ไอ้ท่าทีเจ้าชู้กับน้ำเสียงนุ่มๆที่เอ่ยออกมานั่นคืออะไรอ่ะ คิดว่าเท่มากมั้ย หมั่นแรง แอบเบะปากใส่แม่ง ถามมาได้ยังไงว่ารบกวนเหรอ คือกูควรลุกขึ้นเต้นบัลเลต์กับเสียงแหกปากเหมือนกำลังโดนฆาตกรรมอย่างปิติยินดีมั้ยล่ะ โอ้โหเสียงเพราะมากเลยอัดเอาไว้ฟังงี้เหรอ?


“ถ้าหากมันไม่รบกวนผมจะมาเคาะประตูบอกมั้ยครับ”


          พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เขาต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้ ถึงแม้จะอยากเอามือข่วนหน้าไอ้ผู้ชายตาตี่ตรงหน้านี่มากแค่ไหนก็ตาม ซงมินโฮต้องคีพลุค ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าจะมาทำตัวไก่อ่อนให้คนตรงหน้าเห็นไม่ได้เด็ดขาด.... ถึงแม้ตอนนี้จะรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้ามากขนาดไหนก็ตาม


“เอ่อ.... งั้นแปบนะครับ”


          ชายแปลกหน้าเสยผมหน้าขึ้นไปไว้ด้านหลังก่อนจะเอ่ยพูดกับคนในห้องโดยที่สายตายังคงสบกับมินโฮอยู่.... ไม่ต้องมายืนจ้องก็ได้ แค่กลับเข้าห้องไปแล้วนอนเลิกเอากันก็พอ มายืนตัวขาวอยู่นี้คิดว่าหล่อมากมั้ง.... เออ ก็ดูดีอ่ะ แต่เขาหล่อกว่าไง จบนะ


“เธอน่ะ แต่งตัวแล้วออกจากห้องชั้นไปได้แล้ว”
“ต... แต่ ชั้น”
“บอกว่าให้ออกไปไง”


          น้ำเสียงนิ่งๆในประโยคหลังนั่นทำเอาสาวเจ้ารีบลุกขึ้นแต่งตัวทันที ก่อนจะเดินออกมาแล้วชักสีหน้าไม่พอใจใส่มินโฮ ถามว่านี่ความผิดเขาเหรอที่ทำให้หล่อนโดนไล่น่ะ ความผิดไอ้หน้าตี๋นี่ต่างหาก


“ขอบคุณ”


          คนผิวเข้มเอ่ยเสียงเบาก่อนจะหมุนตัวหมายจะกลับห้องของตัวเอง ทว่ากลับโดนคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน ตาคมมองจิกลงไปที่มือของอีกคนก่อนจะตวัดกลับมามองคนตรงหน้าจนอีกคนต้องปล่อยแล้วยกมือขึ้นไว้ระดับอกอย่างยอมแพ้


“โทษๆ ว่าแต่นี่ก็จะตีสี่แล้ว ทำอะไรอยู่เหรอครับไม่หลับไม่นอน”


          ถ้าตอบไปว่าเสือกมินโฮจะโดนตราหน้าว่าเป็นคนหยาบโลนมั้ย?


“การบ้านน่ะครับ”
“งั้น.... เพื่อเป็นการไถ่โทษเดี๋ยวผมช่วยนะครับ”


          พูดจบไอ้คนที่เป็นเหตุให้เขาไม่มีสมาธิก็จูงมือเขา(อีกแล้ว)ลากมายังหน้าประตูห้องถัดไปทันที


คุณจะไปช่วยผมทำการบ้านทั้งๆที่ไอ้นั่นของคุณยังไม่สงบเนี่ยเหรอครับ


          คนตัวขาวชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองด้านล่าง.... เออ นั่นแหละ แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากันอีกครั้ง แทนทีไอคนโดนถามจะรู้สึกกระดากอายกลับเป็นมินโฮเองที่รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ ใช่.... ไอ้นั่นของเพื่อนบ้านเขายังผงาดอยู่ ขนาดที่ดูเหมือนจะใหญ่โตไม่เบาของคนตรงหน้านั่นทำเอามินโฮอยากจะหันหน้าหนีเสียให้พ้นๆ


“เอ่อ.... จริงด้วย”


          ร่างสูงยกนิ้วเรียวสวยขึ้นเกาจมูกแก้เก้อก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกมาพร้อมกับลากมินโฮกลับเข้าไปในห้องของตัวเองที่เพิ่งเดินจากมา


“งั้นผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยทำให้มันสงบหน่อยแล้วล่ะครับ”


          ในขณะที่มินโฮยังจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั้นร่างสูงที่กำลังเดินนำทางอีกคนอยู่ก็หยุดชะงัก


“ใครชวนไปไหนก็ไปเหรอครับเนี้ย ใจง่ายจัง


          คนผิวเข้มมองหน้าอีกคนด้วยความไม่เข้าใจ.... อะไรคืออยู่ๆก็มาด่าว่าเขาใจง่าย ฉับพลันประโยคกำกวมเมื่อครู่ก็ไหลเข้ามาในสมองอีกครั้ง


งั้นผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยทำให้มันสงบหน่อยแล้วล่ะครับ
งั้นผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยทำให้มันสงบหน่อยแล้วล่ะครับ
งั้นผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยทำให้มันสงบหน่อยแล้วล่ะครับ
งั้นผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยทำให้มันสงบหน่อยแล้วล่ะครับ


.
.
.
“ไอ....”
“โอเคผมล้อเล่น เดี๋ยวไปช่วยทำการบ้านนะครับ”


          ไม่ทันได้ด่าร่างสูงก็พูดตัดบทและดันหลังเขาออกมาจากห้องทันทีแล้วประตูไม้สีขาวก็งับปิดลง


“ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยย”


          โวยวายยังไม่ทันจบไอ้เจ้าของห้องก็เปิดประตูพร้อมกับชะโงกหน้าออกมาทำทะเล้นใส่เขาแล้วพูดว่าขอแต่งตัวแปบนึงเดี๋ยวจะรีบไปช่วยทำการบ้าน..... คือใครขอร้องมึงครับ ตอบบบบบบบบบบ


          ในขณะที่มินโฮกำลังเดินกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกหลากหลายอยู่นั้นเจ้าตัวจะรู้มั้ยว่าได้ถูกเพื่อนบ้านคนใหม่หมายหัวเข้าให้แล้ว


          ทันทีที่บานประตูถูกงับลงไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงคนที่หน้าประตูสาวเท้าออกไปไกล ริมฝีปากบางวาดขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง เขารู้สึกถูกใจคนเมื่อครู่อยู่มาก ยอมรับว่าคร่าแรกที่ถูกเคาะประตูขัดจังหวะการร่วมรักกับหญิงสาวทรงตู้มที่เขาไปเกี่ยวได้มาจากในคลับทำเอาหัวเสียใช่เล่น แต่เมื่อเห็นใบหน้าคมคายของคนที่มาทำเขาหัวเสียแล้วก็รู้สึกโกรธไม่ลง


          หมอนั่นหล่อ หล่อจนเขาอยากให้มานอนครางอยู่ใต้ร่าง


          ดวงตาคมสวย จมูกโด่งพร้อมกับสันกรามที่ดึงดูดนั่นจะต้องเป็นของเขา


“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่ผมขอจองคุณเอาไว้แล้วกันนะครับ คุณคนข้างห้อง”


          ยิ้มกรุ่มกริ่มก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายแล้วไปไถ่โทษให้กับห้องข้างๆ







          ไม้ทีพลาสติกถูกวางทาบลงบนคราฟท์น้ำตาลตรงหน้าก่อนที่ปลายดินสอแหลมจะมาร์คจุดตรงตำแหน่งที่ต้องการ วางไม้บรรทัดพาดผ่านจุดที่มาร์คไว้ตอนแรกเพื่อที่จะขีดเส้นตรงทับลงไปอีกครั้ง ยังไม่ทันที่แร่แกรไฟต์สีดำนี่จะถูกลากผ่านจุดตัดต่อไปไส้ดินสอแหลมก็ต้องหักลงเพราะเสียงเคาะประตูดังแทรกเข้ามาในห้อง


          เคาะรัวขนาดนี้คิดว่าประตูห้องกูเป็นกลองชุดรึไง ตอบ!!


          กระนั้นก็เดินปึงปังออกมาเปิดประตู ก่อนจะทำสีหน้าเหม็นเบื่อเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนมาเคาะห้อง


“มีอะไรครับ”


          ก็พอจะจำได้อยู่หรอกว่าอีกคนบอกว่าจะมาช่วยเขาทำงานน่ะ แต่ก็คิดว่าพูดแบบขอไปทีไง


“มาช่วยทำการบ้านไงครับ ว่าแต่ทำอะไรเหรอ”


          ร่างสูงพยายามมองข้ามหัวเขาเข้าไปในห้องอย่างถือวิสาสะ มินโฮจงใจถอนหายใจออกมาเสียงดังเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินแล้วหยุดกิริยาเสียมารยาทนั่นลง และมันก็เป็นผล คนตรงหน้าหันมาปั้นหน้ายิ้มใส่เขาอีกครั้ง


“ทำโมเดลตึก.... เข้ามาดิ”


          ก็ไม่ได้อยากจะทำความรู้จักอะไรหรอก เพียงแต่การมีคนมาช่วยทำงานให้เสร็จเร็วขึ้นมันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ นั่นคือสิ่งที่มินโฮคิดแต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าไอ้คำพูดที่ดูเป็นกันเองของตัวเองนั่นทำให้อีกคนยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ร่างหนาเดินนำเข้ามากลางห้องที่มีอุปกรณ์ทำโมเดลวางรวมกันเอาไว้อยู่ เขานั่งลงที่หน้าแผ่นลองตัดกระดาษก่อนจะชี้ให้อีกคนนั่งลงฝั่งตรงข้ามกัน


“เดี๋ยวเราวัดแล้วนายตัดนะ”


          ก้มลงไปสนใจงานตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นมือเรียวสวยของคนตรงหน้าหยิบคัตเตอร์ขึ้นมาพลิกดู


“ทำได้ใช่ปะ แค่ตัดตามรอยอ่ะ”


           พอเห็นว่าอีกคนพยักหน้าเขาก็ก้มลงขีดเส้นอีกครั้ง เมื่อขีดได้ครบทุกจุดตัดแล้วมินโฮก็ยื่นกระดาษคราฟท์กับแผ่นลองตัดให้กับร่างสูงที่นั่งถือคัตเตอร์เอาไว้ในมือ อีกคนรับเอาแผ่นลองตัดไปวางไว้ตรงหน้าก่อนจะนำคราฟท์มาวางไว้ด้านบน


“ตัดตามเส้นนี้ใช่ปะ”


           กรีดนิ้วสวยไปตามเส้นดินสอที่อีกคนขีดเอาไว้พลางเอียงคอถามอย่างน่ารักน่าชัง มินโฮพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเฝ้าสังเกตการคนที่อาสามาช่วยตัดโม ยังไม่ทันที่ปลายคมของใบมีดจะได้แตะกระดาษมินโฮก็ต้องเอ่ยห้ามเสียงหลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหยิบไม้ทีพลาสติกของเขามาวางทาบไว้กับกระดาษ


“เฮ้ย!! ไม่ๆ อันนี้ เอาไม้บรรทัดเหล็กตัดซิเฮ้ย”
“อ้าว ใช้อันนี้ไม่ได้เหรอ”


          ไม่ต้องมาทำหน้าตาใสซื่อใส่เขา มันไม่สามารถลบล้างท่าทีเพลย์บอยเมื่อหลายนาทีก่อนได้ซักนิด มินโฮแย่งเอาไม้ทีมาวางไว้ข้างกายก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งซ้อนหลังคนตัวสูงกว่า วาดแขนโอบอีกคนไว้จากด้านหลังแล้วหยิบไม้บรรทัดเหล็กขนาดยาววางทาบไว้บนเส้นดินสอที่ขีดไว้ มือหนาจับเข้าที่มือเรียวซึ่งกำคัตเตอร์เอาไว้แล้วค่อยๆกดลงที่แผ่นกระดาษตามแนวไม้บรรทัดพร้อมกับอธิบายสิ่งที่อีกคนถามเมื่อครู่


“ไม้ทีมันเป็นพลาสติกถ้าเอามาลองตัดแล้วคัตเตอร์กินเข้าไปในตัวไม้บรรทัดหน้ามันจะเสียแล้วใช้ขีดเส้นไม่ได้ ก็เลยต้องใช้ไม้บรรทัดเหล็กแทน”


          พูดจบก็หันมามองอีกคนว่าสนใจสิ่งที่เขาสอนอยู่รึเปล่าแต่กลับต้องชะงักเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ แววตาที่กำลังสบมามองเขานั่นชวนหวั่นใจแปลกๆ สบตากันอยู่ครู่หนึ่งมินโฮก็เป็นฝ่ายตัดสินใจหลบตาไปมองในสิ่งที่กำลังทำอยู่ กดปลายมีดลงบนกระดาษอีกครั้งแล้วลากลงมาจนสุด


"เวลาตัดก็ออกแรงกดไปไม่ต้องมากแบบนี้ ส่วนมือที่จับไม้บรรทัดต้องกดไว้ให้มั่นไม่งั้นมันจะไหลทำให้ตัดเสียเข้าใจเปล่า"


          หันกลับไปมองอีกรอบก็เห็นว่าใบหน้าขาวกำลังตั้งอกตั้งใจฟังเขาพูดอยู่พร้อมกับมองไปที่งานอย่างมุ่งมั่น สีหน้าด้านข้างของอีกคนตอนนี้ทำเอาเข้ารู้สึกใจเต้นแรงแปลกๆ อาจจะเพราะไม่เคยอยู่กับใครใกล้ขนาดนี้.... ใกล้ขนาดนี้


            ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งคิดได้ว่าท่าทางตอนนี้มันล่อแหลมขนาดไหน ถ้าหากว่าคนในอ้อมกอดตอนนี้ไม่ใช่ผู้ชายตัวสูงที่มีกล้ามเป็นมัดๆนั่นแล้วล่ะก็.... มันเหมือนกำลังสอนแฟนสาวตัดกระดาษอยู่เลยไม่ใช่รึไง ว่าแล้วก็ค่อยๆปล่อยมืออีกคนที่เขาจับไว้แล้วขยับไปนั่งข้างๆ


“ไหนลองตัดดิ๊ จะดูว่าทำเป็นรึเปล่า”


          ร่างสูงพยักหน้ารับแล้วค่อยๆทำตามที่สอนอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นว่าที่อีกคนทำอยู่นั่นถูกแล้วมินโฮก็กลับไปนั่งที่เดิมเขาก้มหน้าลงไปอ่านแปลนที่เขียนไว้ตอนแรกก่อนจะก้มลงวัดกระดาษอีกครั้ง


“แบบนี้ใช้ได้ป่าว”


           ผู้ช่วยจำเป็นยกกระดาษที่ตัดเสร็จแล้วขึ้นส่งให้เจ้าของงาน มินโฮรับมันมาก่อนจะเอาไม้บรรทัดเล็กอีกอันนึงขึ้นทาบวัดขนาด เมื่อเห็นว่าทุกมุมเป๊ะตามที่เขาต้องการก็หลุดยิ้มออกมา


“ตัดคมดีอ่ะ ตามขนาดเป๊ะเลย นายนี่เก่งเหมือนกันนะเนี้ย”


          หลุดปากชมออกมาเพราะไม่ค่อยเห็นใครตัดกระดาษได้เป๊ะแบบนี้มากนักอย่างลืมตัว มินโฮยื่นกระดาษแผ่นนั้นกลับไปให้ร่างสูงอีกครั้งก่อนจะชี้บอกให้วางแยกไว้อีกทางแล้วก้มหน้าก้มตาวัดงานต่อ


“ชื่อซึงฮุน”


           คำพูดของอีกคนทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง


“ชื่ออีซึงฮุน เรียน BBA ปีสุดท้าย”
“ซงมินโฮ ถาปัตย์ปี 2.... ต้องให้เรียกพี่ป่ะ”


            แนะนำตัวตามมารยาทแล้วเอ่ยถามก่อนจะเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มพลางยักคิ้วหลิ่วตาทำสีหน้ายียวนใส่อีกคน และสิ่งที่ได้กลับมาคือคนตัวขาวเพียงแค่ยักไหล่เบาๆอย่างไม่ใส่ใจมากนัก พร้อมกับคำตอบที่น่าพึงพอใจ


“ก็ ถ้าไม่เคารพก็ไม่ต้อง อยากเรียกไรก็เรียกไป”
“งั้นไม่เรียกพี่โน๊ะ”


          ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รบเร้าให้เขาเรียกพี่อะไรนักมินโฮก็ก้มหน้าก้มตาตั้งใจวัดงานต่อ สบายใจอยู่ได้ไม่นานสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ยินก็ดังขึ้น


“ถ้าเรียกพี่แล้วมันกระดากปากก็เรียกที่รักก็ได้โน๊ะ”


          พูดจบก็ยิ้มจนตาปิด คิดว่าหล่อมากมั้งเฮลโหลว ว เกรงใจไม้ทีในมือกูด้วยจ้า.... เอ๊ะ แต่ฝ่ายนู่นเขามีคัตเตอร์ นึกขึ้นได้แบบนั้นจากที่ตั้งท่าจะด่าก็เลยหุบปากลงอัตโนมัติ


“ยังไม่เคยให้ใครเรียกเลยนะ รู้เปล่า”


          สาบานได้ว่าเขาไม่ได้เขินเพราะไอ้ประโยคเลี่ยนๆนั่น แต่ตอนนี้กำลังพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถเพราะสายตาแพรวพราวที่ไอ้ข้างห้องนั่นส่งมาให้ต่างหาก มินโฮกำลังคิดว่าเขาอาจจะตายก็ได้ถ้าหากว่าคนตรงหน้ายังหยอดเขาไม่เลิกแบบนี้


“นี่จีบปะเนี่ยะ”
“อ้าว พูดขนาดนี้ยังไม่รู้เหรอ”


         น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของอีกคนเริ่มทำให้มินโฮกลัว.... ประตูหลังกูยังจะปลอดภัยอยู่มั้ย ไล่มันกลับห้องตอนนี้ทันรึเปล่า?


“นี่ไม่ใช่เกย์”
“พี่ก็ไม่ใช่เกย์”


          พูดเฉยๆก็ได้มั้ง ม ไม่ต้องขยับมาใกล้ก็ได้ไง เออ.... ไม่ได้กลัว แค่เสียวๆไง


“คุณพูดว่าจะจีบผม”
“ก็พี่สนใจแค่เรา จะจีบแค่เรา”
“..........”
“เราเป็นผู้ชายคนแรกที่พี่จีบเลยรู้ปะ”


          ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เขาควรเขินมั้ย ยังไงดี ฮืออออออออออออ ไอ้หัวใจนี่ก็เต้นแรงจัง ไม่ได้ดิมินโฮคนแมนต้องไม่ถูกผู้ชายจีบแบบนี้ มันไม่ใช่


          และมินโฮก็คงไม่รู้ ว่าไอ้ริ้วส้มๆที่พาดผ่านแก้มอยู่นั่นมันทำให้อีกคนหุบยิ้มไม่ลงเลยทีเดียวเชียว


          ไม่แน่ใจว่าเพราะไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดหรือเขินกันแน่ หลังจากประโยคสารภาพเมื่อครู่ทำเอามินโฮปิดปากเงียบมาตลอด จะมีปริปากพูดบ้างก็ต่อเมื่ออีกคนถามเรื่องงานเท่านั้น ผ่านมาหลายชั่วโมงกระดาษถูกตัดครบตามชิ้นส่วนที่ต้องใช้หมดแล้ว ร่างกำยำของคนผิวเข้มกำลังประกอบชิ้นส่วนของตัวอย่างห้องน้ำที่คนตัวสูงเป็นคนทากาวให้อย่างระมัดระวัง


          สีหน้ามุ่งมั่นภายใต้กรอบแว่นตานั่นทำเอาซึงฮุนไม่อาจละสายตาไปจากคนตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งมองยิ่งอยากได้ ยิ่งมองยิ่งอยากครอบครอง


          เหลือเพียงติดชิ้นส่วนโมเดลในส่วนของสวนด้านนอกตัวอาคารกับประกอบส่วนของหลังคาก็เป็นอันเสร็จ มินโฮกางแขนออกกว้างพลางบิดไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า อีกคนที่จ้องอยู่นานจึงอาสาออกมาซื้อกาแฟให้ เพราะดูจากงานส่วนที่เหลือแล้วเขาคงช่วยอะไรได้ไม่มากนอกจากเกะกะ


          เขาสั่งลาเต้เย็นกับช็อกโกแลตเย็นอย่างละแก้วก่อนจะก้มมองแซนวิชหน้าตาน่าทานที่วางเรียงเอาไว้ในตู้


“เอ.... เด็กนั่นกินทูน่าได้รึเปล่า”


          ยกมือขึ้นเกาคางก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นไปสั่งแซนวิชทูน่าและขนมปังทาแยมส้มอีกสองแผ่นจากพนักงานหญิงคนสวยก่อนจะยื่นการ์ดสีดำให้เมื่อคิดเงินเสร็จสรรพ ด้วยความที่ตอนนี้ยังเช้าอยู่มากจึงทำให้ภายในร้านมีนักศึกษาและเหล่าคนทำงานมาใช้บริการไม่มากนัก ยืนรออยู่เพียงครู่สิ่งของที่เขาต้องการก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า ซึงฮุนส่งยิ้มหวานก่อนจะค้อมหัวให้กับสาวเจ้าที่กำลังยิ้มหวานให้เขาอยู่


          ลาเต้เย็นถูกยื่นไปจ่อหน้าคนที่กำลังหลับตาพริ้มเอาหัวพิงขอบเตียงอยู่ทั้งๆที่ในมือก็จับโมเดลม้านั่งขนาดเล็กที่ทำจากกระดาษเอาไว้ ไอเย็นจากแก้วไม่อาจทำให้คนที่กำลังหลับสบายตื่นขึ้นมาได้ ร่างสูงนั่งยองๆลงตรงหน้าเจ้าของห้องก่อนจะเอียงคอวางศีรษะแนบกับขอบเตียงตามอีกคนแล้วจ้องมองใบหน้าคมนั้นอย่างชื่นชม


          มองยังไงก็หล่อ....


          ใบหน้าขาวค่อยๆขยับเข้าไปใกล้อีกคนช้าๆริมฝีปากบางแตะลงที่หน้าผากมนของอีกคนแผ่วเบา กดย้ำซ้ำๆอยู่แบบนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าสัมผัสอุ่นจะส่งไปหาอีกคนได้ในฝัน


          หากเป็นคนอื่นเขาอาจจะพูดจาหว่านล้อมจนอีกคนยอมขึ้นเตียงด้วยแต่โดยดีไปแล้ว ไม่รู้ทำไมพอเป็นมินโฮเขาถึงอยากจะลองจีบดู.... ที่ใช้คำว่าจีบ เพราะปกติเขาไม่ค่อยจีบใคร อีซึงฮุนก็แค่ผู้ชายห่วยๆคนนึงที่ไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร ถ้ามีสาวๆมาเสนอ เขาก็แค่สนอง เป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยในชั่วข้ามคืนเท่านั้น ถ้าทำได้ก็อยากลองหยุดที่ใครซักคนดูเหมือนกัน


          เพียงแต่จะมีใครสักคนที่รักเขาจริงๆบ้างรึเปล่าก็เท่านั้น กับอีแค่ผู้ชายที่เกาะสมบัติพ่อแม่กินไปวันๆอย่างเขาน่ะเหรอ.....


          ร่างสูงไล่ความคิดไร้สาระในหัวออกไปก่อนลุกขึ้นยืน หยิบเอาแก้วกาแฟที่มีหยาดน้ำเกาะพราวไปแช่ไว้ในตู้เย็นแล้วทรุดตัวลงนั่งที่หน้ากองกระดาษอีกครั้ง เขาหยิบแปลนงานที่เจ้าของวาดเอาไว้ขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจแล้วค่อยๆทากาวประกอบชิ้นส่วนโมเดลของอุปกรณ์จัดสวนอย่างค่อยเป็นค่อยไป


          น่าแปลกที่กับงานของตัวเองเขาไม่เคยตั้งใจขนาดนี้.... อาจจะเพราะกลัวทำพังแล้วเจ้าจะโดนเจ้าของโวยวายล่ะมั้ง







          มินโฮสะดุ้งตื่นเพราะแรงจากอะไรสักอย่างกำลังผลักหัวกลมๆของเขาอยู่ ลืมตาขึ้นมาก็พบใครอีกทำกำลังทำท่าจะเอามือดันหัวเขาไปข้างหลังอีกครั้งเขาจึงปัดมือบางๆนั่นออกอย่างหงุดหงิดก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองไปหลายที ซึงฮุนยิ้มขำกับท่าทีงวงเงียเหมือนเด็กๆของอีกคนก่อนจะยกมือขึ้นดันหน้าผากของมินโฮจนเจ้าตัวล้มลงไปนอนหงายหลังกับพื้น


          ไอ้คนที่บอกจะจีบอยู่เมื่อกี้หายไปไหนแล้ว นี่เหรอที่คนชอบกันเขาทำน่ะหื้ม


          เขาส่งสายตาอาฆาตไปให้กับแผ่นหลังกว้างที่เดินตรงไปยังตู้เย็นของเขา มินโฮนั่งสำรวจม้านั่ง โต๊ะ เก้าอี้ และต้นไม้จิ๋ว รวมถึงน้ำพุและส่วนอื่นๆที่เขาต้องใช้ตกแต่งด้านนอกโมเดลตึกซึ่งถูกติดกาวประกอบเอาไว้หมดแล้วอย่างเรียบร้อย.... ซึงฮุนทำ?


          แน่ซิ ไม่ใช่ซึงฮุนก็วิญญาณแล้วล่ะ นึกขอบคุณอีกคนในใจก่อนจะแอบยิ้มบางๆออกมาเล็กน้อย


          มือขาวยื่นแก้วลาเต้ที่มีไอเย็นฟุ้งกระจายอยู่รอบๆส่งมาให้ตรงหน้า มินโฮรับมาดูดเข้าคออย่างกระหายก่อนจะเอ่ยถามถึงราคาแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่ามีกล่องพลาสติกใสที่บรรจุแซนวิชหน้าตาน่ารับประทานกับขนมปังทาแยมยื่นมาให้อีกอย่างล่ะกล่อง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถามคนที่ยื่นมาให้ว่ายื่นมาให้เขาทำไม


“กินกาแฟตอนท้องว่างมันไม่ดี”


          แล้วจำเป็นมั้ยที่ต้องซื้อมาเยอะขนาดนี้ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยถามเจ้าตัวก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน


“แล้วก็ไม่รู้ว่าเรากินทูน่ามั้ย พี่เลยซื้อขนมปังทาแยมมาด้วย”


          เป็นอีกครั้งที่มินโฮต้องพยายามกลั้นยิ้มกับการกระทำที่ดูเหมือนจะน่ารักของคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมง เขาจะมองว่าซึงฮุนเป็นผู้ชายที่น่ารักและอบอุ่นหากไม่เจอสถานการณ์ชวนหงุดหงิดนั่นเสียก่อน มินโฮรับเอาของทั้งสองชิ้นมาไว้ในมือก่อนจะจ้องมองมันซักพัก


“ขอบคุณครับ”


          ถือเป็นประโยคที่สุภาพและจริงใจที่สุดตั้งแต่คุยกันมาเลยด้วยซ้ำ ซึงฮุนอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด....


“รับแซนวิชแล้วรับใจพี่ไปด้วยนะ”


          ไม่ได้เลวร้ายแต่เสี่ยวแดกชิบหายเลยจ้าาาาาาาาาาาาาา ใครสั่งใครสอนให้เอามุขแบบนี้มาจีบคนแมนอย่างกูครับพี่คร้าบบบบบ บ หน้ากูเหมือนสาวน้อยมากมั้ง ถุยยยยยยยย


         เกือบแล้ว เกือบเขินเพราะท่าทางเป็นห่วงนั่นแล้วเชียว


          มินโฮส่ายหัวน้อยๆกับมุขเก่าๆนั่นแล้วตั้งหน้าตั้งตาแกะแซนวิชไส้ทูน่าออกมาทาน เขายื่นขนมปังทาแยมให้อีกคนที่ตีเนียนมานั่งอยู่ข้างๆเขา


“อ่า พี่มีนี่แล้ว เราเก็บไว้กินเหอะ”


          ซึงฮุนปฏิเสธพร้อมกับยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นให้เขาดูแล้วดันแผ่นแป้งนั่นคืนให้เขา มินโฮเอามันไปวางไว้ข้างๆกายก่อนจะสนใจแซนวิชในมือต่อ เวลาผ่านไปได้ซักพักของกินในมือก็ใกล้จะหมดเต็มทีจู่ๆก็มีแรงกดทับลงที่ไหล่จนทำให้เขาต้องหันไปมองก็พบว่าเป็นหัวของอีกคนที่เซมาอิงไหล่เขาเอาไว้ มินโฮเบะปากน้อยๆกับในหน้าขาวเนียนนั่น


         อย่ามาตีเนียน


         นิ้วชี้ถูกยกขึ้นจิ้มหน้าผากขาวๆนั่นก่อนจะออกแรงดันไปอีกทางให้พ้นระยะไหล่ของตน เขากินจนเสร็จแล้วหันมาติดหญ้าเทียมเข้ากับพื้นแล้ววางส่วนต่างๆลงไปบนโมเดลจนเสร็จ หันไปมองนาฬิกาบนโต๊ะก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลา 11 โมงกว่าๆเข้าให้แล้ว มินโฮหันไปมองคนข้างๆที่นั่งโยกตัวไปมาแล้วก็อดขำไม่ได้ คนบ้าไรวะนั่งหลับแถมโยกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเหมือนไม้ไผ่โดนลมพัดอีก


          มินโฮนั่งมองใบหน้าที่เอนไปมานั่นอยู่พักใหญ่แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดวีดีโอเก็บไว้ดูเล่น เขาคิดว่าถ้าเอาไปใส่เสียงเพลงตลกๆคงจะขำน่าดู พอได้วีดีโออย่างที่ต้องการแล้วเขาก็จัดการขยับร่างคนที่หลับอยู่ให้นั่งได้สบายขึ้นแล้วเอาหัวทุยของอีกคนพิงไว้กับขอบเตียง แขนแกร่งยกโมเดลขึ้นวางบนโต๊ะเขียนแบบก่อนจะหยิบแปลนที่ติดเข้ากับกระดาษแข็งไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นมาวางไว้ใกล้ๆกัน ไม้กวาดด้ามเล็กถูกหยิบขึ้นมาใช้ทำความสะอาดและเก็บรวบรวมเศษกระดาษใส่ถุงดำ


          เขาหยิบถุงขยะออกมาทิ้งที่ด้านนอกตึกแล้วกลับขึ้นมายังด้านบนอีกครั้ง ยืนจ้องร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างเตียงพลางคิดว่าควรจะทำยังไงกับไอ้ข้างห้องคนนี้ดี


“พี่เขามีเรียนรึเปล่าวะ”


          เขาตัดสินใจใช้ไม้ทีเขี่ย.... ใช้คำว่าเขี่ยจริงๆ เขี่ยหัวของซึงฮุนที่เอียงพิงไว้กับเตียง


“คุณ.... เฮ้ย ตื่นดิ....”


          เอ่ยเสียงค่อยเมื่ออีกคนไม่มีท่าทีว่าจะตื่น เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วก้มลงไปเขย่าไหล่คนอายุมากกว่าอย่างแรง


“เฮ้ย ตื่นดิวะ กลับไปนอนห้องได้แล้ว”
“อื้อออออออ”


          ในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมลืมตาขึ้นมามินโฮเห็นดังนั้นก็ออกปากไล่อีกคนในกลับไปห้องก่อนจะหายตัวเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย เดินฮัมเพลงออกมาจากห้องน้ำอย่างอารมณ์ดีในหัวคิดถึงเพียงเตียงนอนนุ่มๆความคิดที่อาบน้ำเสร็จแล้วจะกระโดดลงเตียงเป็นอันต้องพับเก็บไปเมื่อเห็นว่ามีแขกไม่ได้รับเขินยังคงนั่งกดมือถืออยู่ที่โซฟาซึ่งเขาย้ายไปชิดผนังห้องอีกด้าน


“ยังไม่กลับห้องอีก”


          ร่างสูงหันมายิ้มจนตาขีดก่อนจะเอาเครื่องมือสื่อสารยัดลงกระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้ามาใกล้


“ขอรางวัลหน่อย”
“ร รางวัลไร”


          และเพราะระยะใกล้ที่ดูจะไม่ปลอดภัยนี่แหละ ทำเอามินโฮถึงกับพูดตอบอย่างติดๆขัดๆ คือแค่พูดก็ได้ปะวะ ทำไมต้องทำสายตาเจ้าเล่ห์ใส่แถมยังมายืนเบียดชิดขนาดนี้ รางวัลที่ว่าคงไม่ได้ขอสิงร่างเขาหรอกใช่มั้ย


“ค ใครเขาขอให้ช่วยอ่ะ อาสาเองทั้งนั้น”
“โห คนเรียนคณะสถาปัตย์นี่เขาใจร้ายกันทุกคนปะ ไอ้เราก็อุส่ามีน้ำใจนั่งหลังขดหลังแข็งช่วยทำโม ขอบคุณซักคำก็ไม่มี งานเสร็จก็ถีบหัวส่งงี้ ใช้ไม่ได้เลยอ่ะ กาแฟก็ลงไปซื้อให้ ไหนจะ..... ฆหรยนฟนณฉฯญณญฯฯฏศฉษญณฯ”ญฎฯญฯฏ๋ณ”


          แล้วก็อีกสาระพัดสาระเพที่ซึงฮุนจะนึกขึ้นได้ ด้วยเกียร์ติของประธานว๊ากปีสอง มินโฮยอมไม่ได้ที่จะมีใครมาพูดจาดูถูกคณะของเขา ลำพังด่าเขาคนเดียวยังพอทน นี่ลากยาวมาทั้งคณะงี้มินโฮจะไม่ทนอีกต่อไป แบบนี้มันต้องตายกันไปข้าง


“จ จะเอาไรอ่ะ”


          ก็เออเขาเป็นคนรู้บุญคุณคนไง ที่งานเสร็จไวก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายมาช่วยไว้ด้วยนั่นแหละ แค่ตบรางวัลให้นิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก.... มั้ง


ขอจูบหน่อย


          พูดจบไอ้ใบหน้าขาวตี๋นั่นก็ยื่นมาหาเขาอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว ข้อมือทั้งสองข้างที่ยกขึ้นเพื่อจะดันอีกคนออกห่างกลับถูกจับกุมไว้อย่างรวดเร็ว ร่างสูงก้าวเท้าเบียดเขาเข้ามาเรื่อยๆจนมินโฮถอยหลังไปชิดกับขอบเตียงนอน


          ยังไม่ทันที่จะจับต้นชนปลายได้ถูกแผ่นหลังแกร่งก็สัมผัสเข้ากับฟูกนุ่มบนเตียงนอนเสียแล้ว ร่างโปร่งที่ทาบทับลงมาจัดการตรึงข้อมือของเขาเอาไว้กับเตียงจนแทบจะจมหายไปกับฟูก ริมฝีปากบางประกบลงมาที่กลีบปากสีเข้มทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังอ้าปากเตรียมจะด่า และเพราะช่องทางที่เปิดเอาไว้แล้วจึงเป็นโอกาสที่ลิ้นอุ่นจะเข้ามาตักตวงความหอมหวานในโพลงปากของอีกคน


          เสียงโวยวายอื้ออึงอยู่ในลำคอไม่อาจทำให้ซึงฮุนยอมหยุดการกระทำตรงหน้าลงได้


          เรียวลิ้นไล้กระหวัดไปทั่วโพลงปากไล่ชิมรสชาติขมฟาดอ่อนๆของกาแฟและกลิ่นมินท์ของยาสีฟันที่อีกคนคงเพิ่งจะแปรงไปเมื่อครู่ผสมกันอย่างกลมกล่อมเข้ากับรสช็อกโกแลตหวานซึ่งเขาดื่มไปก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี รสหวานปนขมของจูบครั้งนี้ทำเอาซึงฮุนไม่อยากจะละริมฝีปากจากไปไหน รสจูบที่ไม่เคยได้รับจากใครกำลังทำให้เขาอยากตักตวงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง


          มือแกร่งที่ดันอกอีกคนไว้อ่อนยวบลงเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบไปจนหมด มินโฮกำคอเสื้อของซึงฮุนเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวนิ้วเท้าจิกลงบนเตียงนุ่ม นอนตัวเกร็งจนกลายเป็นว่าหยุดขัดขืนอีกฝ่ายไปในที่สุด เปลือกตาสีเข้มปิดลงช้าๆเมื่อเผลอไผลไปกับสัมผัสที่อีกคนยัดเยียดให้


          แน่นอนว่าเสือผู้หญิงอย่างซึงฮุนนั้นจูบเก่ง เขาสามารถทำให้อีกฝ่ายโอนอ่อนไปกับสัมผัสนุ่มละมุนที่ริมฝีปากจากเขาได้ไม่ยาก แต่ที่เขาไม่แน่ใจคือมินโฮจะรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองกำลังจูบตอบเขาอยู่


          เมื่อดูดดุนความหวานจนพอใจแล้วร่างสูงก็ผละจูบออก มองสำรวจใบหน้าคมเข้มที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ นิ้วเรียวถูกยกขึ้นเกลี่ยหัวคิ้วของคนใต้ร่างก่อนที่เขาจะประทับริมฝีปากลงไปที่หน้าผากมนนั่นอีกครั้ง มินโฮค่อยๆลืมตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาขึ้นช้อนมองคนบนร่างโดยไม่รู้ตัวเลยว่าไอ้ท่าทางเหล่านั้นมันออดอ้อนขนาดไหน


          ซึงฮุนลุกขึ้นมายืนข้างเตียงโดยปล่อยให้อีกคนนอนหอบหายใจอยู่แบบนั้น การกระทำของตัวเค้าเมื่อครู่ทำให้เขารู้ว่าอีกคนก็หวั่นไหวมากไม่แพ้กัน เพราะร่างกายที่แนบชิดกันนั่นทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นถี่จนเป็นจังหวะเดียวกันของเขาทั้งสอง ซึงฮุนเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้เจ้าของห้องแล้วเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง


“คนไม่มีใจเขาไม่จูบตอบหรอกนะ ซงมินโฮ”


          นิ้วสีเข้มเกลี่ยลงบนริมฝีปากของตนเอง สัมผัสอุ่นนุ่มเมื่อครู่ยังคงไม่จางหายไปไหน มินโฮกำลังหวั่นไหว มืออีกข้างถูกยกขึ้นทาบอกก่อนที่จะหลับตาลงแล้วจินตนาการถึงจูบรสช็อกโกแลตปนกาแฟอ่อนๆนั่น สัมผัสชวนฝันแสนอ่อนโยนที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้โดยไม่ต้องร้องขอ....


          ชักอยากจะโดนจูบอีกซะแล้วซิ.... เฮ้ย ไม่ใช่ดิ เขาไม่ใช่เกย์


“ท่องไว้ไอ้มินโฮ มึงไม่ใช่เกย์”







          จากที่วางแผนไว้ว่าจะหลับทั้งวันแล้วตื่นมาอีกทีในเช้าของวันพรุ่งนี้เพื่อไปส่งงานที่มหาลัยกลับต้องมาตกใจตื่นเพราะเสียงเคาะประตูดังลั่นอีกนั่นแหละ


          ให้ตายเหอะ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีใครมาสนใจจะทักทายเขาซักนิด แต่พอจะนอนทำไมต้องมีมารมาผจญแบบนี้ มินโฮเดินสะเปะสะปะมาเปิดประตูห้องทั้งๆที่ผมเผ้ายังคงกระเซอะกระเซิง คอยดูนะถ้าไม่มีเรื่องสำคัญพ่อจะซัดหน้าให้ แต่เมื่อเปิดประตูออกมากลับพบเพียงถุงพลาสติกสองถุงที่วางเอาไว้กับพื้น


          ระเบิดปะวะ?


          ก้มลงไปเอานิ้วเขี่ยถุงให้เปิดออกก็พบว่าถุงใส่อาหารแถมมีกระดาษโพสอิทสีเขียวอ่อนแปะเอาไว้ด้วย



กินตอนยังอุ่นๆอยู่นะ
                จาก ที่รักไง (:



          ถอนหายใจออกมาแรงๆหนึ่งทีก่อนจะกรอกตาขึ้นฟ้าแล้วยิ้มบางๆออกมา


“เด็กบริหารเขาจีบคนอื่นกันแบบนี้เหรอวะ”


          พูดยังไม่ทันจบดีก็มีเสียงพูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


“อันนี้เขาไม่ได้เรียกว่าจีบ.... เขาเรียกว่าห่วง”


          มินโฮหันไปมองหาต้นเสียงก็พบเจ้าของโพสอิทกำลังยืนยิ้มหน้าบานให้เขาอยู่ ร่างสูงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงยีนส์สีเข้มก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ภาพเหตุการณ์บนเตียงฉายชัดเข้ามาในหัวของเขาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนรสหวานของช็อกโกแลตยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น มินโฮเผลอกลั้นหายใจเมื่อพบว่าใบหน้าของอีกคนอยู่ห่างกันไม่มากนัก เขาก้าวถอยหลังเข้าไปในห้องนิดหน่อยพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ม มีอะไร”


          แล้วนี้จะประหม่าหาอะไรวะเนี้ย


          เขาก่นด่าตัวเองในใจก่อนจะฝืนยิ้มให้คนตรงหน้า ซึงฮุนขำออกมาเล็กน้อยกับท่าทีประหลาดๆของอีกคน


“ซัมเกทังยังอุ่นๆอยู่รีบกินซะล่ะ ส่วนไก่ทอดก็เอาไว้ตื่นมาแล้วหิวค่อยกินก็ได้ ไม่รู้ว่าเรากินเผ็ดได้มั้ยพี่เลยซื้อมาทั้งรสเผ็ดแล้วก็รสหวานเลย”


          มินโฮพยักหน้าเข้าใจพลางก้มลงมองสำรวจของภายในถุงอีกครั้ง


“ไม่ขอบคุณหน่อยเหรอ”
“เอ่อ.... ขอบ.....”


          ยังไม่ทันได้เอ่ยจบร่างสูงก็ประกบปากลงมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ไม่มีการลุกล้ำใดๆเกิดขึ้น หากแต่แตะค้างเอาไว้หลายวินาทีก่อนจะผละออก


“ไอ้....”
“ถ้าด่าพี่จับปล้ำหน้าห้องเลยนะครับ”


          บอกตรงๆมินโฮไม่ได้กลัวไอ้คำขู่นั่นหรอก เขาแค่เกรงใจเฉยๆจนต้องเม้มปากแน่นเลยเท่านั้นเอง


“แล้วเจอกันนะครับ”


          ซึงฮุนโบกมือลาก่อนจะหมุนตัวเดินเลยห้องของตัวเองไปยังลิฟต์ มินโฮยังยืนแข็งค้างออยู่ตรงนั้นอีกหลายนาทีกว่าสติที่หลุดลอยจะกลับเข้าร่าง


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”







          ซึงฮุนไม่คิดว่าการที่จูบกับใครซักคนเพียงแค่ครั้งเดียวจะทำให้เขาคลั่งได้ขนาดนี้ ร่างสูงนั่งโยกกายไปตามจังหวะดนตรีในคลับชื่อดังแห่งหนึ่งที่เขามักจะมานั่งกินเหล้าเคล้านารีกับเพื่อนฝูงอยู่เป็นประจำ ที่ว่างข้างกายถูกจับจองด้วยหญิงสาวหน้าสวย ปากแดงแก้มแดงทรงเสน่ห์ กระนั้นก็ไม่อาจทำให้เขาเลิกคิดถึงเจ้าของใบหน้าคมคายผิวสีน้ำผึ้งสวยนั่นได้เลยแม้แต่น้อย


          เขาเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าอยากจะอยู่ใกล้อีกฝ่ายตลอดเวลา อยากเห็นหน้า.... อยากสัมผัส ทั้งๆที่ก็เพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ


          มินโฮดูจะมีอิทธิพลมากเกินไปเสียแล้ว คิดได้แบบนั้นแขนแกร่งที่อยู่ข้างกายก็คว้าเข้าที่รอบเอวบางของหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่แนบชิดมันไม่ได้เต็มไม้เต็มมือแบบเอวของมินโฮ เขาออกจะรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่แม้กระทั่งเวลาที่ทำแบบนี้ยังคิดถึงเด็กนั่น ซึงฮุนรั้งใบหน้าสวยของคนในอ้อมแขนให้เงยขึ้นรับจูบของเขา ทว่าเมื่อริมฝีปากแตะกันได้เพียงนิดซึงฮุนก็ต้องเป็นฝ่ายผละออกอย่างรวดเร็ว


          เขารู้ว่าการกระทำของเขานั่นมันเสียมารยาท แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อเขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่เขาจูบเมื่อครู่กลายเป็นใบหน้าของมินโฮ ไอ้น้องหน้าหล่อข้างห้องนั่น


“ชิบหาย”


         พึมพำออกมาเสียงเบาก่อนจะหันไปบอกลาเพื่อนแล้วมุ่งหน้ากลับหอพักทันที เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่เคยใส่ใจใครนอกจากตัวเองและเพื่อนรักที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ไม่เคยมีใครทำให้เขาใจเต้นแรงได้เพียงเพราะแค่นึกถึงใบหน้า น้ำเสียง หรือแม้กระทั่งกลิ่นของสบู่ที่อีกคนใช้เลยซักครั้ง


          ดูเหมือนสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดว่าจะเกิดขึ้นกับความรู้สึกของเขาได้ก่อตัวขึ้นแล้ว


“ไอ้ชิบหาย นี่กูกำลังตกหลุมรัก”


          ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองอย่างปลงๆ จะโทษใครเขาก็ไม่ได้ เพราะไอ้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นก็เขาเองไม่ใช่เหรอที่เข้าไปทำความรู้จักน่ะ มันก็เขาเองนี่แหละที่ขุดหลุมกว้างนั่นขึ้นมา




          กว่าชั่วโมงที่นอนมองโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียงกว้างนี่ หลังจากกลับมาเขาก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าล้มตัวลงข่มตาหลับแต่ทำไปทำมากลายเป็นว่าเขามานอนมองหมายเลขโทรศัพท์ของเด็กข้างห้องอยู่ได้ซักพักแล้ว เหลือบไปเห็นตัวเลขมุมขวาบนของหน้าจอบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ไม่แน่ใจว่าเจ้าเด็กดำนั่นจะหลับรึยัง....


          จะกินข้าวบ้างรึยัง


          ถ้าโทรไปจะรบกวนรึเปล่า?


          จะโดนด่ารึเปล่า?


          ลุกจากเตียงขึ้นมานั่งขยี้หัวไปมาอย่างหัวเสีย ไม่เคยซักครั้งที่จะมานั่งคิดมากว่าจะโทรไปหาใครซักคนแล้วจะรบกวนเขารึเปล่า เริ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองอาการหนัก เขาควรจะรับมือยังไงกับสถานการณ์แบบนี้?


          ว่าแล้วก็ต่อสายไปหาใครบางคนที่คิดว่าน่าจะพอให้คำปรึกษาเขาได้บ้าง


“เฮ้ยเจ.... มึงนอนยัง”


          รอสายอยู่ครู่ใหญ่ๆจนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจไปแล้วปลายสายก็กดรับเสียก่อน ปาร์คเจฮยองเพื่อนสนิทในวัยเด็กเพียงคนเดียวของอีซึงฮุนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเสียนาน เพราะอีกคนมีความฝันที่แตกต่างจากเขาเราเลยเลือกทางเดินต่างกัน เจเลือกที่จะเลิกเรียนตั้งแต่ตอนจบไฮสคูลแล้วมามุ่งมั่นทางด้านดนตรีแบบที่เจ้าตัวชอบ ส่วนเขาที่ไม่ได้มีความฝันอะไรมากมายก็เลือกมาเรียนบริหารตามที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้


          เจฮยองเป็นเพื่อนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงรู้ใจเขาทุกเรื่องอยู่เหมือนเดิม ยามสุขยามทุกข์ก็มีมันนี่แหละที่คอยอยู่ข้างๆตลอด


         ซึงฮุนจำได้ว่ามีอยู่ช่วงนึงที่เขาเคยทะเลาะกับคนที่บ้านแรงมากจนคิดจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ จู่ๆเจฮยองก็โทรมาถามว่าเขาอยู่ที่ไหน ให้ไปหารึเปล่า แล้วจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงไอ้เพื่อนคนนี้ก็มาหาเขาถึงที่ ไม่ได้มีการปลอบโยนอะไรมากนักมันแค่กอดเขาเอาไว้แล้วอยู่เงียบๆเป็นเพื่อนเขาในยามที่ฟุ้งซ่านเท่านั้น มันก็เหมือนที่ใครเคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าหากเขาเห็นเราสำคัญเวลาเราทุกข์ เค้าก็จะมาหาเราเองโดยที่เราไม่ต้องออกตามหา (Cr. Fz_WINNER)


          เจจึงจัดอยู่ในประเภทเพื่อนสนิทที่สุดเท่าที่เคยมี ซึงฮุนไม่แน่ใจว่าถ้าวันนั้นเจฮยองไม่ได้มาหาเขา วันนี้เขาจะเป็นคนแบบไหน อาจจะเผลอทำเรื่องที่เลวร้ายไปแล้วก็ได้ หรือถ้าแย่ที่สุดวันนั้นเขาอาจจะฆ่าตัวตายไปแล้ว


“ยังอ่ะ มีไร”
“คือกู.... กู....”
“กูเหี้ยไร รีบๆพูดครับกูต้องซ้อมดนตรี”


          รูปประโยคอาจจะเร่งเร้าแต่เขาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงทะเล้นๆที่คนปลายสายส่งมาให้ ซึงฮุนอมยิ้มออกมาบางๆก่อนจะเปิดประตูกระจกมายืนสูดอากาศอยู่ที่ระเบียงห้อง


“กูว่า.... กูกำลังมีความรักวะ”


          พอเขาพูดจบไอ้ปลายสายก็หัวเราะลั่นทันที มึงขำมากมั้ยเพื่อนรัก


“ไอ้เสือกูโทรมากลางดึกเพราะกำลังมีความรักเนี้ยนะ โฮะไอ้เหี้ยซึงฮุนนนน โตจนทำหญิงท้องได้เป็นโหลแล้วจะโทรมาถามกูด้วยเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ”
“กู.... กูไม่รู้วะ กูแค่หลับตากลิ่นสบู่ที่เขาใช้ก็ลอยเข้าจมูกกูแล้ว”
“เดี๋ยวๆ นี่มึงได้กันแล้วเหรอ”


          และเพราะกลัวว่าน้องข้างห้องของเขาจะเสียหาย ซึงฮุนจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง และสิ่งที่ได้ตอบกลับมาก็คือเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง


“ปาร์คเจฮยองครับ มึงหยุดขำได้แล้วนี่กูซีเรียสนะมึง”
“โอเคๆ ว่าแต่จะถามไรอ่ะ มึงก็รู้แล้วว่าตัวเองชอบเขาก็จีบไปดิ จะโทรมาถามกูทำไม”
“คือ.... น้องเขาเป็นผู้ชายไงมึง แมนๆด้วย”
“แล้วไงอ่ะ หลักๆมึงแค่อยากได้เขามานอนครางใต้ร่างมึง มึงก็แค่จีบ ติดก็ได้ ไม่ติดก็ไม่ได้ ของแบบนี้มันพลัดกันก็ได้นะมึง”


          ถึงกับกุมขมับเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด คือเล่าไปตั้งยาวจับใจความได้แต่เรื่องใต้สะดืองี้


“ประเด็นคือกูไม่เคยจีบใครจริงๆจังๆไงไอ้เจฮยองงงงงงง”
“กูว่าไม่ใช่มึงจีบไม่เป็นหรอก มึงแค่กลัวจะผิดหวังเท่านั้นแหละไอ้เสือ”
“..........”
“ก็เป็นมึงในแบบที่มึงเป็น ถ้าเขาไม่รักค่อยมาพักใจที่กู”
“พูดเหมือนรอเสียบเลยมึง”
“หันตูดมาเลยเพื่อนรัก”


          แล้วซึงฮุนก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้ยินเพื่อนหยอกล้อเขาแบบนั้น มันก็จริงอย่างที่เจบอก ซึงฮุนมีวิธีเข้าหาคนที่เขาสนใจมากมายหลากหลายวิธี เพียงแต่กับคนนี้มันไม่เหมือนกัน เขากลัวว่าจะเลือกใช้วิธีที่พลาด.... แล้วทุกอย่างมันก็จะพัง


“กูไปซ้อมก่อนนะ ขอให้ได้เมียนะมึง”


          ปลายสายตัดไปแล้ว.... ซึงฮุนยืนยิ้มให้กับเบอร์โทรศัพท์ของใครอีกคนในเครื่อง ร่างสูงเดินกลับเข้าไปหยิบนมสดในตู้เย็นออกมาอุ่นด้วยไมโครเวฟ เขารออยู่ครู่นึงเพื่อรอสัญญาณบอกว่านมร้อนได้ทีแล้วเขาก็หยิบแก้วนมนั่นออกมาเทลงแก้วใหม่เพื่อให้แก้วไม่ร้อนจนเกินไป


          ซึงฮุนกดต่อสายหาเจ้าเด็กดำข้างห้อง ดูเหมือนว่าอีกคนไม่มีท่าทีว่าจะกดรับสายซักทีเขาเลยเดินออกไปยืนอยู่หน้าห้องของมินโฮก่อนจะกดต่อสายไปซ้ำๆอีกหลายรอบ


          อีกฝ่ายที่กำลังนอนหลับพริ้มอยู่นั่นใช้มือคว้านหาเครื่องมือสื่อสารที่แผดเสียงลั่นอยู่บริเวณหัวนอน มือหนาตะปบเข้าที่สวิตช์ไฟหัวเตียง แว่นสายตาถูกหยิบขึ้นสวมอีกครั้งเพื่อดูชื่อบุคคลที่กล้าหาญชาญชัยมากในการติดต่อมาหาเขาในเวลาเกือบๆตี 1 แบบนี้ แล้วไอ้ชื่อที่ปรากฏก็ทำเอาหัวคิ้วขมวดกันยุ่งไปหมด


ที่รักไง


          จำได้ว่าไม่เคยเมมแบบนี้ แต่แทนตัวเองแบบนี้มีแค่ไอ้ข้างห้องนั่นคนเดียวที่มินโฮพอจะคิดออก เขากดตัดสายอย่างหงุดหงิดก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แล้วก็ต้องหัวเสียมากกว่าเดิมเมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงเคาะประตูจากหน้าห้อง สูดลมหายใจเข้าลึกๆให้เต็มปอดก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียดแล้วกดรับสายพร้อมกรอกน้ำเสียงนิ่งๆลงไป


“ครับ”
“เปิดประตูให้หน่อย”
“ผมจะนอนครับ”
“เร็วๆ แปบเดียว.... นะ”


          อะไรคือการที่เขาพ่ายแพ้ให้กับไอ้คำว่านะเมื่อครู่?.... ไม่จริงหรอก เขาแค่ตัดรำคาญเท่านั้นแหละ รีบๆไปเปิดประตูให้จะได้นอนซะที ขายาวภายใต้กางเกงนอนเนื้อนิ่มก้าวไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจก ยกมือหนาขึ้นมาสางผมให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้กับคนข้างห้อง


          แก้วนมอุ่นๆถูกยื่นมาให้ตรงหน้าทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง


“ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนจะได้หลับสบาย”


          เขาควรรู้สึกยังไงดี ต้องดีใจมั้ยที่มีคนโทรมาปลุกตอนหลับไปแล้วให้ตื่นขึ้นมากินนมเพื่อที่จะได้หลับสบายน่ะ คือก็หลับไปแล้วรึเปล่า?


“คือก่อนหน้านี้ผมก็หลับสบายอยู่แล้วเว้ย แต่พอคุณโทรมาเท่านั้นแหละแม่งคงหลับไม่สบายแล้วแหละ”
“อ่า.... ขอโทษนะที่พี่รบกวนเรา”


          เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าเศร้าพลางก้มลงมองพื้น มินโฮก็จำใจรับแก้วนมอุ่นๆนั่นมาดื่มจนหมดแล้วยื่นแก้วคืนให้กับเจ้าของ


“ขอบคุณครับ”


         เสียงทุ้มเอ่ยขอบคุณเพียงแผ่วเบาก่อนจะได้รับรอยยิ้มกว้างจากคนข้างห้องตอบกลับมา ความเงียบโปรยปรายลงรอบตัวบุคคลทั้งสอง มินโฮกำลังไม่เข้าใจว่าทำไมอีกคนยังยืนอยู่ตรงหน้าเขา คือ... ควรเดินกลับห้องไปได้แล้ว นมก็ดื่มแล้วแก้วก็คืนแล้ว แถมขอบคุณแล้วด้วย


          เขาไม่โอเคเลยซักนิดที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันกำลังทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเห็นไอ้ประกายในแววตาเรียวเล็กของอีกคนนั่นส่งมายิ่งรู้สึกหวั่นใจแปลกๆ


“แล้ว.... คุณปลุกผมกลางดึกเพราะเรื่องแค่นี้เนี้ยนะ”
“เปล่า จริงๆพี่แค่คิดถึง.... อยากเห็นหน้า”


บึ้มมมมมมมม ม
          มินโฮกำลังคิดว่าเขาขอระเบิดตัวตายตอนนี้เลยได้มั้ย โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย



          เช้าที่ควรสดใสกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเมื่อร่างสูงของใครบางคนที่มินโฮเห็นแล้วรู้สึกเหม็นเบื่อยืนพิงกำแพงฝั่งตรงข้ามกับประตูห้องของเขาอยู่ หมอนั่นอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทกับกางเกงขาสั้นสีขาววัดจากระดับสายตาแล้วคงยาวไม่ถึงสองคืบด้วยซ้ำ แต่งตัวอ่อยมาก นี่สรุปเป็นตุ้ดใช่มั้ยหรือยังไง?


           ซึงฮุนหันมายิ้มจนตาปิดก่อนจะเดินเข้ามาแย่งโมเดลในมือของมินโฮไปถือ


“เดี๋ยวพี่ช่วยถือ”
“ถ้าผมไม่ออกมา คุณจะยืนรออยู่อีกนานปะ”
“ไม่อ่ะ พอดีพี่แอบยืนดูตารางเรียนที่แปะไว้ข้างฝาผนังเมื่อคืนก่อน”


          มินโฮคิดว่าถ้าเรียนจบไปซึงฮุนคงบริหารกิจการของครอบครัวได้ดีมากแน่ๆรู้สึกจะเป็นคนช่างสังเกตช่างวางแผนเสียเหลือเกิน


“แล้ววันนี้ไม่ใส่แว่นเหรอ พี่นึกว่าเราสายตาสั้นซะอีก”
“คุณไม่รู้เหรอว่าโลกนี้มีคอนแทคเลนส์อ่ะ”


          อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่เดินนำมินโฮไปยังลิฟต์ หลังจากที่ออกมาจากหอพักซึงฮุนก็ทำเพียงเดินถือโมเดลตึกอยู่ข้างๆมินโฮเงียบๆโดยไม่ได้ชวนคุยใดๆทั้งสิ้น เห็นแบบนั้นมินโฮก็ได้แต่คอยปรายตามองว่าอีกคนจะทำงานของเขาตกระหว่างทางรึเปล่าอย่าจำใจ


          เมื่อมาถึงหน้าตึกมินโฮก็ของานคืนจากเด็กบริหารที่อาสาเดินมาส่ง แต่อีกคนกลับท่าเยอะบอกว่าจะไปส่งเขาที่ห้องเรียน เถียงกันอยู่นานจนมินโฮรู้สึกจนใจเขาไม่เคยเจอใครที่ทั้งตื้อทั้งหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน สุดท้ายก็ต้องยอมให้อีกคนขึ้นไปส่งเขาถึงหน้าห้องเรียน ผลที่ได้ตามมาคือเพื่อนร่วมสาขาที่นั่งง่วงกันอยู่ในห้องต่างพากันเฮลั่นและแซวเขากันทั่วหน้า


          อย่างว่าแหละ.... คนที่เลิกกับแฟนมาเป็นปีแล้วแถมยังสนใจแต่งานอย่างเขาจู่ๆก็มีผู้ชายทั้งขาวทั้งสูงแถมแต่งตัวด้วยซื้อผ้าราคาแพงแบบนี้ขึ้นมาส่งถึงห้องเรียนมันก็คงจะแปลกๆอยู่


“นั่นๆ ใครมาส่งอ่ะมึงงงงง....”


          อยากจะกรอกตาขึ้นฟ้าเมื่อเพื่อนสนิทเอ่ยถามเขาตอนที่ซึงฮุนช่วยยกโมเดลเข้ามาวางไว้บนโต๊ะในห้องเรียน ทำไมเพื่อนขี้เสือกก็ไม่รู้ซิ....


“นายๆ เป็นผัวหรือเมียของไอ้มินโฮอ่ะ”


          ไอ้ถามเขาก็พอเข้าใจอ่ะ นี่เดินเข้าไปถามคนแปลกหน้าแล้ว คือมึงจะเข้ากับคนง่ายไปรึเปล่า


“ตอนนี้ยังครับ แต่ถ้าพี่จีบเพื่อนของน้องติดเมื่อไหร่แน่นอนว่าเขาต้องเป็นเมียพี่ครับ”


          พูดจบก็ส่งยิ้มหวานมาให้แล้วเดินจากไป.... จ้า ขอบคุณที่ทิ้งระเบิดไว้ให้นะ จากนั้นเพื่อนทั้งห้องก็พากันเดินเข้ามาฟังมินโฮคุยกับเพื่อนสนิทอย่างอยากรู้อยากเห็นว่าไปรู้จักกันได้ยังไง เจอกันที่ไหนและคำถามนู่นนี้นั่นอีกมากมายซึ่งเขาเลือกจะตอบเพียงแค่บางคำถาม และตอบเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ใครจะไปอยากเล่าให้ฟังล่ะว่าโดนขโมยจูบคาห้องนอนตัวเองน่ะ เสียเชิงชายหมด


          แต่นั่นก็ทำให้เขาได้รู้ว่าคนข้างห้องของเขาเป็นคนดังของคณะบริหาร เจ้าชู้แบบหาตัวจับได้ยากแถมบ้านยังรวยเว่อร์วัง และข้อมูลใหม่เหล่านี้ก็ทำให้เขาสงสัยในตัวของอีกคนว่าจะมาจีบเขาทำไม


          บางทีซึงฮุนอาจจะแค่อยากเล่นสนุก....







          เมื่อหลายวันก่อนเพื่อนบ้านตัวดีบอกกับเขาว่านี้คือวันเกิดของตน อยากให้เขาอยู่ฉลองเป็นเพื่อน ด้วยความที่มินโฮเป็นคนที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจเมื่อมีของฟรีมาล่อแบบนี้แน่นอนว่าเขาคงไม่ปฏิเสธ นั่นเป็นสาเหตุให้อาหาร ขนมขบเคี้ยวรวมทั้งเครื่องดื่มที่มีทั้งน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ถูกวางเรียงรายเอาไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาในห้องของเขา ร่างหนานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหน้าโซฟาสีเข้มเอาคางเกยไว้กับโต๊ะกระจกพลางใช้มือเขี่ยกระป๋องเบียร์อย่างเบื่อหน่าย ก็ไอ้เจ้าของวันเกิดตัวดีที่อยากฉลองนักฉลองหนากลับถูกผู้ปกครองโทรเรียกตัวให้กลับไปฉลองที่บ้านกะทันหันน่ะสิ.... เขานี่หมาเลยไง


“อยากฉลองกับคนพิเศษ.... นั่นไง คนพิเศษที่บ้านก็โทรมาตาม”


          บ่นงึมงำอยู่คนเดียวแล้วก็เอานิ้วไปเขี่ยขนมที่วางไว้ในถาดบนโต๊ะ


          มินโฮไม่ได้น้อยใจ.... ใช่เขาไม่ได้น้อยใจหรอกกับเรื่องแค่นี้


“ไปด้วยกันกับพี่มั้ย”


          นั่นเป็นคำถามที่ซึงฮุนพูดเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน และก็เป็นเขาเองที่ปฏิเสธ จะให้ไปทำอะไรในเมื่อไม่รู้จักใครซักคน เขาไม่อยากเป็นส่วนเกินหรอกนะ ว่ากันตามตรงตอนนี้เขาก็แค่รู้สึกเหงา


          เดือนกว่าๆแล้วกับชีวิตของซงมินโฮที่มีผู้ชายข้างห้องเข้ามาป้วนเปี้ยนทุกวัน การเถียงกับซึงฮุนเหมือนจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาไปเสียแล้ว อีกฝ่ายมักจะโผล่มาให้เห็นหน้าตลอดสามเวลาหลังอาหาร หรือแม้กระทั่งก่อนนอน วันดีคืนดีเจ้าตัวก็ขนหนังสือเข้ามาอ่านในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ ตามติดเป็นเงาประหนึ่งเหาฉลามที่ตามเขาไปแทบทุกที


          ยอมรับว่าอีกฝ่ายมักจะชอบทำให้เขาหงุดหงิด แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าเขาเริ่มชินกับการที่มีอีกคนมาคอยแหย่มาคอยหยอกล้อเขาอยู่ทุกวัน


          รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสพติดอีซึงฮุน


          มินโฮลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาบิดขี้เกียจนิดหน่อยก่อนจะเดินไปหยิบกล่องของขวัญใบเล็กบนโต๊ะเขียนแบบ ข้างในเป็นปากกาลูกลื่นราคาแพงซึ่งด้ามจับทำจากโลหะสีเขียวเข้มยี่ห้อเดียวกับที่อีกฝ่ายเคยบ่นว่าเพิ่งทำหายเมื่อสัปดาห์ก่อน


          และเพราะกลัวว่ามันจะหายอีก มินโฮจึงสั่งทางร้านให้สลักชื่อเจ้าของเอาไว้บนตัวด้ามด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เขาลงทุนออกแบบเอง จำได้ว่าวันนั้นเขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมงหมดไปกับการเลือกซื้อกระดาษห่อของขวัญ ทำไปทำมาก็กลับมาใช้กระดาษห่อพัสดุสีน้ำตาลแผ่นละไม่กี่วอนที่ห้องห่อแทน ตั้งใจมากกับการห่อของขวัญชิ้นนี้ทั้งๆที่ปกติเขาแทบจะไม่ทำอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ


           หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาตื่นเต้น... เพียงแค่จินตนการว่าอีกคนเปิดกล่องของขวัญที่เขาตั้งใจซื้อให้ชิ้นนี้แล้วต้องดีใจมากแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องเอาให้อีกคนในวันพรุ่งนี้เสียแล้ว


          กล่องสี่เหลี่ยมที่ถูกห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลเรียบๆถูกวางลงบนโต๊ะกระจกก่อนที่เจ้าของห้องจะทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม เบียร์กระป๋องใหม่ถูกเปิดออกก่อนเขาจะยกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วปล่อยให้ไหลลงลำคออย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่ความรู้สึกที่กำลังหงุดหงิดหรือโกรธ เขาแค่รู้สึกเหมือนกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง


“จะจีบแต่ทิ้งไว้คนเดียวแบบนี้เนี่ยนะ”



“อย่าออกไปไหนคนเดียวนะ เดี๋ยวพี่กลับมา”


          คำพูดก่อนออกไปจากห้องของอีกคนลอยเข้ามาในความคิดอีกครั้งพลางทำให้เขารู้สึกหัวเสียขึ้นมา


“ทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวแล้วยังจะมาห้ามนู่นห้ามนี่อีก....”


          เขาคิดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอาการหนักเข้าไปทุกที อาจจะเป็นเพราะเมา


“เป็นแฟนรึ.... ก็ไม่ใช่ซะหน่อย”


          หรืออาจจะกำลังงี่เง่าอยู่


          เบียร์กระป๋องแล้วกระป๋องเหล่าถูกเปิดแล้วทยอยไหลลงสู่ลำคอของคนผิวสีแทนสวย ร่างกายเริ่มร้อนผะผ่าวเพราะจำนวนน้ำมึนเมาที่ไปรวมกันอยู่ในร่างกายมีมากเกินไป ผิวเนียนบริเวณแก้มและปลายจมูกถูกเคลือบไปด้วยสีส้มจางๆเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ดวงตาคมฉ่ำน้ำค่อยๆปิดลงก่อนที่สมองของเขาจะค่อยๆหลั่งไหลภาพคนในห้วงความคิดออกมาเป็นฉากๆ แม้มันจะทำให้หงุดหงิดแต่มินโฮกลับไล่ภาพติดตาของคนตัวขาวข้างห้องออกไปจากหัวไม่ได้เลยซักนิด มือหนาปัดป่ายไปทั่วโต๊ะจนกระป๋องโลหะเปล่าร่วงลงไปนอนนิ่งอยู่ที่พื้น เสียงแหลมๆของวัตถุทรงกระบอกตกกระทบกับกระเบื้องเย็นเฉียบทำเอาเจ้าของห้องที่กำลังมึนได้ที่คิ้วกระตุกขึ้นมาทันที


          มินโฮถอนหายใจยาวเหยียดแล้วพยายามพยุงตัวขึ้นนั่งตัวตรงแต่เพราะสติที่มีไม่มากนักทำให้เขาต้องทิ้งตัวลงไปนอนอีกครั้ง มือหนายกขึ้นตบหน้าผากของตัวเองเสียงดังลั่นก่อนที่มันจะเลื่อนขึ้นไปขยี้เรือนผมของตัวเองจนชี้ฟูไปหมด


          เสียงปลดล็อกประตูห้องทำให้คนผิวเข้มที่นอนก่ายหน้าผากอยู่บนโซฟาสามารถหยัดตัวขึ้นมานั่งได้สำเร็จ แว่นสายตาที่สวมไว้หลวมๆถูกดันขึ้นมาจนชนสันจมูกโด่ง มินโฮจ้องมองคนมาใหม่ด้วยอารมณ์หงุดหงิด ถ้าถามว่าทำไมคนตัวขาวนี่สามารถเข้ามาในห้องเขาได้ก็คงตอบง่ายๆว่าเขาให้รหัสประตูห้องไปเอง เพราะซึงฮุนชอบมารัวเคาะประตูบ่อยๆจนมินโฮรู้สึกรำคาญจึงต้องยอมให้รหัสห้องกับอีกฝ่ายไปในที่สุด


          นี่ไม่ได้อ่อยแต่ประการใด เขาแค่รำคาญจริงๆสาบาน


          และหลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นว่าอีกคนสามารถเข้ามาในห้องเขาได้ตลอดเวลา รวมถึงตอนนี้ก็ด้วย


          ร่างสูงก้าวเท้ามาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะกระจกซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยจัดวางขนมและเครื่องดื่มเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ซึงฮุนทอดสายตามองกระป๋องเครื่องดื่มจำนวนมากที่นอนเกลื่อนอยู่ตามพื้น


“มาทำไม”


          คนผิวเข้มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้ ซึงฮุนเห็นแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาน้อยๆ เจ้าตัวเดินไปนั่งตรงพื้นที่ข้างๆที่เจ้าของห้องจับจองเอาไว้ก่อนจะหันไปจ้องหน้าอีกคนแล้วมอบรอยยิ้มกว้างให้


“ก็บอกไว้แล้วไงว่าจะฉลองกับคนพิเศษ”


          มินโฮกำลังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องใจเต้นแรงกับประโยคเลี่ยนๆพวกนั้น


“ผมไม่ใช่คนพิเศษของคุณ”


          ซึงฮุนยังคงยิ้มไม่เลิกจนมินโฮรู้สึกหงุดหงิดเสียเอง ร่างหนาหันหน้ากลับเข้าหาโต๊ะหมายจะยกเบียร์เย็นๆขึ้นจิบเผื่อจิตใจจะสงบลงได้บ้าง แต่ยังไม่ทันได้แตะเข้ากับกระป๋องโลหะก็ถูกคนข้างกายเข้าประชิดตัวยกมือทั้งสองคนจับไหล่แกร่งเอาไว้แล้วรั้งให้หันหน้ากลับไปสบตาตนอีกครั้ง


          เป็นตอนนั้นเองที่มินโฮเพิ่งจะสังเกตเห็น ว่าแววตาที่เคยซุกซนตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว


“หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ”



“การกระทำที่พี่แสดงออกไปมันไม่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพี่เลยเหรอ”



“รู้มั้ยว่าถ้าไม่พิเศษจะไม่มายุ่งเลย”



“ถ้าไม่พิเศษจะไม่วุ่นวายจะไม่สนใจจะไม่มาให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ”



“ที่ตามก่อกวน ทั้งหวงทั้งห่วง ดูแล เทคแคร์ไม่ห่างอยู่ทุกวันนี้มันเป็นเพราะอะไร”



“การที่พี่เลิกเที่ยวสนใจเพียงแต่เรามันไม่ทำให้รู้เลยรึไงว่ามินโฮพิเศษสำหรับพี่แค่ไหน”



“ทั้งๆที่พี่แสดงออกขนาดนี้แต่เรากลับไม่รับรู้เลยรึไง”


          สิ้นคำตัดพ้อซึงฮุนก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจะออกไปสงบสติอารมณ์ของตัวเองแต่กลับถูกคนน้องกระชากอย่างแรงเพื่อให้อีกคนลงไปนั่งอยู่ข้างๆเหมือนเดิม


“ทำไมวะ”



“ทั้งๆที่ผมพยายามปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ใช่หรอก แต่มันกลับเป็นเรื่องจริงที่ผมใจเต้นแรงเพราะคุณเสมอ”



“ทั้งๆที่ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ชีวิตผมขาดคุณไปไม่ได้แล้ว”



“หรือว่าผมชอบคุ....”


          ไม่ต้องรอให้เจ้าตัวพูดอะไรออกมาอีกซึงฮุนก็จัดการปิดปากอีกคนด้วยริมฝีปากบางของตน กดจูบแผ่วเบาก่อนจะค่อยๆขยับปากละเลียดชิมริมฝีปากของอีกคนอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าหากบดเบียดมากจนเกินไปปากหยักตรงหน้านี่อาจจะแตกสลาย มือเรียวประคองใบหน้าคมให้เอียงรับองศาได้ถนัดแล้วบรรจงป้อนจูบหอมหวานที่ทำเอาคนผิวเข้มถึงกับหัวใจพองโต


          แขนแกร่งตวัดขึ้นคล้องคอคนอายุมากกว่าก่อนที่จะค่อยๆขยับเรือนร่างเข้าหา ขายาวภายใต้กางเกงผ้าถูกยกขึ้นพาดข้ามขาของอีกคนขึ้นมาบนโซฟาจนกลายเป็นว่าตอนนี้มินโฮหันหน้าเข้าหาซึงฮุนทั้งตัวโดยที่ร่างบางกว่านั้นแทรกอยู่ที่ระหว่างขาของเขา ตาคมคู่สวยค่อยๆปิดลงเพื่อซึมซับสัมผัสชวนฝันแบบเต็มใจ มือสวยของคนอายุมากกว่าขยับลงลูบไล้ผ่านสันกรามคม ลำคอและหัวไหล่มนเรื่อยลงมาจนถึงแผ่นหลังกว้างแล้วโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อให้แผ่นหลังนั่นราบไปกับโซฟานุ่ม


          มันไม่ใช่ความเผลอไผลหากแต่มินโฮรับรู้ทุกอย่าง ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นโดยที่เขารู้ตัวและรับสัมผัสอ่อนโยนนั่นด้วยความเต็มใจของเขาเอง ตอนนี้เขาตระหนักได้แล้วว่าในบางครั้ง... ก็คงต้องปล่อยให้หัวใจเป็นตัวชี้ทาง


          ซึงฮุนไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในโพลงปากของอีกคน ทำเพียงดูดดุนขบเม้มริมฝีปากของคนอายุน้อยกว่าอย่างแผ่วเบา แตะลิ้มชิมรสชาติเก็บเกี่ยวความนุ่มละมุนของกลีบปากสีเข้มตรงหน้าด้วยความหวงแหนและรักใคร่ เขาไม่ได้เร่งเร้าแต่กลับทำมันอย่างเชื่องช้าเหมือนต้องการให้อีกคนจดจำสัมผัสเหล่านี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ


          ร่างสูงละริมฝีปากออกมามองใบหน้าคมสวยในระยะประชิดก่อนจะใช้มือข้างที่เคยลูบไล้หัวไหล่และสีข้างของอีกคนขึ้นมาลูบผมสีดำสนิทของคนใต้ร่างอย่างแผ่วเบา สองตาสอดประสานกันเพื่อสื่อความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย


          มินโฮไม่สามารถตอบได้ว่าอะไรดลใจให้เขารั้งคอของคนที่นอนอยู่บนตัวของเขาลงมาจูบอีกครั้ง เพียงแต่มันต่างกัน ครั้งนี้มินโฮเป็นคนนำทาง เขาบดเบียดริมฝีปากของตนเข้ากับริมฝีปากสีชมพูตรงหน้าอย่างแรงประหนึ่งหวังให้มันหลวมละลายรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดูดดุนริมฝีปากบนและล่างของคนด้านบนอย่างหนักหน่วงก่อนจะใช้มือบีบปลายคางเบาๆเพื่อให้อีกคนยอมอ้าปาก และเพราะกำลังมัวเมาอยู่กับสัมผัสที่ไม่คิดว่าจะได้รับกลับมาอย่างร้อนแรงนั่นเองทำให้ซึงฮุนยอมเปิดปากตัวเองอย่าง่ายดายแล้วปล่อยให้ลิ้นสากของอีกคนเข้าสำรวจภายในโพลงปากของเขา


          เสียงน่าอายดังเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับน้ำใสที่ไหลออกมาตามมุมปาก ทว่ากลับไม่มีใครคิดที่จะสนใจใยดีจนกระทั่งฝ่ามือร้อนผ่าวของมินโฮสอดเข้าไปในสาบเสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วสัมผัสเข้ากับกล้านเนื้อหน้าท้องของคนบนร่างนั่นแหละซึงฮุนจึงได้สติ


          ร่างสูงละริมฝีปากออกจากคนใต้ล่าง จ้องมองมินโฮที่หอบหายใจแรงขึ้นตามแรงอารมณ์


“เรากำลังเมา”


          ซึงฮุนยันแขนของตนไว้กับพนักพิงโซฟาแล้วหยัดตัวขึ้นเพื่อเอาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ล่อแหลมนั่นแต่เขากลับถูกคนอายุน้อยกว่าดึงลงไปจูบอีกครั้ง


“ผมมีสติดี และตอนนี้ผมต้องการจูบ.... กับคุณ”




“ถ้าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นพี่ไม่รับรู้ด้วยแล้วนะครับ”


          และเมื่อได้รับการพยักหน้าอนุญาตจากเจ้าของห้องซึงฮุนก็ก้มลงไปมอบจูบแสนหวานให้กับคนใต้ร่างอีกครั้ง สอดลิ้นเข้าไปกระหวัดกันอย่างดุเดือดเร่าร้อนและโหยหาย เป็นครั้งแรกกับการที่เขาต้องใช้ความอดทนมากมายที่จะไม่ออกไปปลดปล่อยข้างนอก เป็นครั้งแรกกับการที่ต้องหักห้ามใจไม่ให้เผลอทำอะไรที่เกินเลยมากไปกับคนข้างห้องที่เขาสนใจ เป็นครั้งแรกที่ซึงฮุนรู้สึกว่าการรอคอยนี้มันช่างคุ้มค่า


          มือซนสอดเข้าไปในสาบเสื้อกล้ามที่อีกคนใส่อยู่ก่อนจะลูบสะเปะสะปะไปทั่วสร้างความวาบหวามให้กับอีกคน มือหนาที่เคยโอบรอบคอของเขาไว้เลื่อนขึ้นไปขยุ้มเส้นผมสีน้ำตาลเพื่อระบายอารมณ์ซ่านที่ก่อตัวขึ้นทีละนิด ใบหน้าขาวซุกลงที่ซอกคอสีเข้มสูดดมกลิ่นสบู่ที่ปนอยู่กับกลิ่นเฉพาะตัวของอีกคนเข้าปอดแล้วกดจูบเบาๆไปทั่วลำคอโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้บนผิวเนียนนั่น


          ซึงฮุนไม่อยากให้ใครมองคนพิเศษของเขาไม่ดี


          มือซนเลิกชายเสื้อกล้ามขึ้นสูงก่อนจะไปนวดคลึงอยู่บนเนินอกเนื้อแน่นของคนใต้ร่าง ริมฝีปากบางกดต่ำลงมาเรื่อยๆแล้วหยุดอยู่ตรงตุ่มไตสีเข้ม ซึงฮุนแลบลิ้นลงแตะส่วนนั้นช้าๆวนรอบอยู่หลายครั้งแล้วลงลิ้นละเลงซ้ำๆย้ำอยู่ที่ส่วนปลายของก้อนเนื้อเล็กๆนั่น มินโฮรู้สึกเหมือนจะขาดใจเมื่อถูกอีกคนปรนเปรออย่างชำนาญ เขาทำได้เพียงเชิดหน้าขึ้นสูงแล้วเม้มปากเอาไว้แน่นเพื่อปิดกลั้นเสียงของตนเอง


          สัมผัสจากคนด้านบนทำให้มินโฮเข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกกระทำได้อย่างชัดเจน เขาไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ว่ามันสุขและเสียวเช่นไร แต่ถ้าจะให้บอกว่าเขารู้สึกชอบสัมผัสแปลกใหม่นี่มากเพียงใดคงตอบได้เพียงว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกดีจนอยากจะได้รับสัมผัสที่มากกว่านี้ขึ้นไปอีก.... มันแปลว่าเขาชอบมากใช่รึเปล่า?


          และแม้ว่ามินโฮจะหลับตาแน่นเพียงใดแต่เขากลับรับรู้ได้ว่าอีกคนกำลังทำอะไรกับร่างกายนี้เสมือนว่าเขากำลังจับจ้องการกระทำของคนอายุมากกว่าอยู่


“ตัวเราอุ่นมากเลย”


          น้ำเสียงติดแหลมนั่นเอ่ยบอกแผ่วเบาก่อนใบหน้าขาวจะซุกไซร้ต่ำลงไปเรื่อยๆ นิ้วเรียวเกี่ยวขอบยางก่อนจะรูดทั้งกางเกงนอนและกางเกงในของมินโฮลงไปอยู่ที่ข้อเท้าโดยที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าของ ซึงฮุนหยุดมองคนใต้ร่างด้วยสายตาจาบจ้วงก่อนที่จะลุกขึ้นไปปิดไฟในห้องแล้วเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนโซฟาอีกครั้ง ร่างสูงแทรกกายลงไปที่ระหว่างขาของคนที่นอนอยู่ก่อนจะลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างแล้วมอบจูบอ่อนโยนให้อีกครั้ง


“แน่ใจใช่มั้ยว่ามีสติน่ะ.... หลังจากนี้เราจะเจ็บมากเลยนะครับ ถ้าหากว่าพี่ทำต่อ”


          น้ำเสียงอ่อนโยนที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงนั่นทำเอาก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายสั่นรัวไปหมด มินโฮคิดว่าอาจจะไม่เป็นไร ถ้าหากเป็นคนตรงหน้า....


“ครับ”


          ขานรับอีกฝ่ายก่อนที่จะปล่อยให้อีกคนมอบจูบหอมละมุนให้อีกครั้ง มืออุ่นเลื่อนลงไปกอบกุมความเป็นชายที่ขนาดต่างกันไม่มากของคนใต้ร่างก่อนจะสาวขึ้นช้าๆให้อีกคนกระสันเล่น ความวูบโหวงในช่องท้องก่อตัวขึ้นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายขยับมือเนิบนาบขึ้นลงซ้ำๆจนเขาสุขแทบบ้า


“อ๊ะ”


          เสียงทุ้มเล็ดลอดออกมาเพียงนิดเมื่อจังหวะการขยับข้อมือของอีกคนเพิ่มความเร็วขึ้นอีกทั้งก้อนเนื้อเล็กๆบนเนินอกทั้งสองข้างก็ถูกลิ้นชื้นโลมเลียอยู่ไม่ขาด ซึงฮุนซบหน้าลงบนไหล่กว้างของมินโฮก่อนจะเป่าลมหายใจร้อนรดลงบนต้นคอของอีกคน มือเล็กข้างที่ว่างลูบไล้ไปทั่วก่อนจะยกขาข้างนึงของมินโฮขึ้นพาดพนังพิงของโซฟา นิ้วยาวกดนวดคลึงอยู่บริเวณปากทางเข้าด้านหลังพร้อมทั้งมืออีกข้างที่ยังขยับขึ้นลงสลับช้าไปเร็วอย่างเป็นจังหวะจนมินโฮรู้สึกเสียวแทบขาดใจ


“ให้พี่เข้าไปได้มั้ยครับ”


          เอ่ยถามเสียงแผ่วก่อนจะกดจูบลงบนขมับชื้นเหงื่อของคนอายุน้อยกว่า มินโฮขยับแขนขึ้นโอบรอบคอของคนด้านบนให้แน่นขึ้นก่อนจะหยักหน้าเบาๆอีกครั้ง ซึงฮุนกดจูบเบาๆไปทั่วลำคอของคนด้านล่างก่อนจะใช้นิ้วยาวกดลงไปในปากช่องทางด้านล่าง


“อ อึก”


          ร่างหนากระตุกวาบเมื่อสิ่งแปลกปลอมถูกสอดใส่เข้าไปภายในช่องทางที่ไม่เคยได้มีใครรุกล้ำมาก่อน มินโฮเกร็งตัวหนักจนซึงฮุนต้องหยุดดันนิ้วยาวของตนเอาไว้เพียงเท่านั้น กดจูบหนักๆลงไปที่ริมมีปากหยักก่อนจะเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของคนอายุน้อยกว่า


“หยุดมั้ยครับ”
“ม.... ไม่”


          คำตอบที่น่าพึงพอใจถูกเอ่ยออกจากลำคอของมินโฮนั่นยิ่งทำให้ซึงฮุนได้ใจเข้าไปใหญ่ ร่างสูงประซิบบอกให้อีกคนผ่อนคลายและผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เมื่อเห็นว่าคนน้องทำตามอย่างว่าง่ายเขาก็ซุกหน้าลงไปกับซอกคอสีเข้มนั้นอีกครั้งใช้ปลายจมูกคลอดเคลียอยู่กับผิวเนียนเพื่อนดึงความสนใจก่อนจะดันก้านนิ้วของตนเข้าไปจนสุด


          มินโฮกอดคนพี่เอาไว้แน่นในขณะที่หอบหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ ความอึดอัดที่ด้านหลังกำลังแล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจนเขาไม่สามารถเอื้อยเอ่ยอะไรออกมาได้ ฟันขาวกัดริมฝีปากล่างอย่างแรงจนห้อเลือด ดวงตาคู่สวยบัดนี้ฉ่ำไปด้วยน้ำตาที่เอ่อร้นออกมาตามกลไกลของร่างกายเมื่อเผชิญกับความเจ็บ มือเรียวข้างที่เคยลูบไล้หน้าอกของอีกคนเลื่อนขึ้นไปซับน้ำอุ่นที่ข้างแก้มของอีกคนเอาทะนุถนอม ซึงฮุนกำลังพยายามอย่างมากที่จะอ่อนโยนกับคนตรงหน้าเขาขบกรามแน่นก่อนจะกลั้นใจเอ่ยถามมินโฮอีกครั้ง


“ไหวมั้ยครับคนดี”
“ผ... ผมไหวครับ”


          คำพูดสุภาพจากอีกคนทำเอาซึงฮุนหัวใจพองโต ร่างสูงขยับใบหน้าขึ้นไปมอบจูบละมุนให้กับคนน้องอีกครั้ง มันไม่ใช่รสจูบที่เร่าร้อนแต่เป็นจูบปลอบโยนและจูบที่ส่งมอบความห่วงใยมาให้ มินโฮรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศที่ไร้น้ำหนัก ร่างกายเบาหวิวเหมือนคนไม่มีแรงในทุกขณะที่นิ้วเล็กๆนั่นขยับอยู่ในกายของเขา คนตัวสูงซบหน้าลงกับบ่าของมินโฮอีกครั้ง เส้นผมแข็งๆที่กำลังสัมผัสเข้าไปเนื้ออ่อนของต้นคอนั่นชวนให้รู้สึกสยิวอย่างประหลาด มือข้างหนึ่งที่ตระกองกอดคนด้านบนเอาไว้แน่นถูกยกขึ้นปิดปากเมื่อคิดว่าเขาจะไม่สามารถกลั้นเสียงน่าอายนี้ได้ต่อไป


“พ.... พี่ซึงฮุน”


          เอ่ยเรียกเมื่ออีกคนพยายามดันนิ้วที่สองเข้ามาในกายของเขา


“ว่าไงครับ หื้ม”


          ขานตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้เพราะเขาไม่กล้าพอที่จะเงยหน้าขึ้นมามองมินโฮตอนนี้ เชื่อเถอะว่าใบหน้าหล่อเข้มของคนผิวสีสวยตรงหน้าคนนี้กำลังเซ็กซี่มากเสียจนถ้าเขาเผลอไปมองเข้าความพยายามที่อดทนมานานมันจะต้องพังทลายลงไปภายในเสี้ยววินาที


“ม มิน.... มินโฮเจ็บ ค ครับ”


          สาบานว่าถ้าเขาไม่ได้อยู่ในโหมดพยายามเป็นคนดีกลับตัวกลับใจเพื่อคนใต้ร่างนี่แล้วละก็ ไอ้การแทนตัวน่ารักๆแบบนั้นจะทำให้มินโฮไม่มีแรงไปเรียนในวันรุ่งขึ้นแน่ๆ


“เอาไงครับหยุดมั้ย”
“ม ไม่หยุด แต่แค่นิ้วก็พอได้มั้ย”


          ซึงฮุนไม่อยากจินตนาการถึงใบหน้าออดอ้อนที่ดวงตากำลังฉ่ำปรือของอีกคนเลยแม้แต่นิด ยิ่งช่องทางด้านหลังที่กำลังตอดรัดนิ้วของเขาเอาไว้แน่นแบบนี้ยิ่งทำให้เขาอยากจะเป็นบ้า ความอึดอัดทั้งหลายทั้งมวลกำลังถาโถมเข้าหาความเป็นชายของเขา และตอนนี้ท่อนเนื้อภายใต้กางเกงขายาวที่เขาสวมอยู่ก็พองโตเสียจนแทบจะอยากควักออกมาจัดการให้มันปลดปล่อยเสียตรงนี้


          เขาหลับตาแน่นเพื่อข่มอารมณ์ก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วซุกหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นของมินโฮอีกครั้ง


“พี่ขยับนะครับ”


          สิ้นประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนั่นนิ้วยาวก็ขยับเข้าออกอย่างช้าๆอีกครั้ง แรงตอดรัดค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าของเรือนร่างที่ถูกรุกรานนั่นมีอารมณ์สูงขึ้น มินโฮกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโรคจิต เขารู้สึกเจ็บทุกครั้งที่นิ่วมือนั่นเริ่มขยับ หากแต่เขากลับชอบความเสียวซ่านเหล่านั้นที่ได้รับร่างกายบิดเร้าไปตามอารมณ์ทยานอยากของตนในขณะที่อีกคนกำลังพยายามเป็นอย่างมากเพื่อข่มใจ


          ไม่นานช่องทางร่วมรักที่แสนคับแคบก็ขยับขยายเพื่อรอรับส่วนเติมเต็มที่ขยับเข้าออกในจังหวะที่สม่ำเสมอ ฝ่ายกระทำเมื่อรับรู้ได้ก็ขยับการเคลื่อนตัวของนิ้วให้เร็วขึ้น


          ซึงฮุนกำลังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ว่าที่คนรักของเขาไม่เจ็บมากเมื่อต้องเจอกับขนาดที่แตกต่างกันหลายเท่าจากกานกายของเขา จังหวะนิ้วเร่งเร้าจนเล็บสันกุดจิกลงบนบ่ากว้างของคนที่อย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ซ่านที่ได้รับ และเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังสุขสมกับสิ่งที่ปรนเปรอให้ร่างสูงก็ถือโอกาสสร้างความคุ้นชินให้กับคนใต้ร่าง


“รู้สึกดีมั้ยครับเด็กดี...”


          กระซิบถามข้างใบหูแล้วยื่นมือเรียวไปคว้ามือหนาของคนใต้ร่างขึ้นมากอบกุมแกนกายของตนที่ตอนนี้ขยายใหญ่จนคับแน่นไปหมด มินโฮที่หัวสมองขาวโพลนจนแทบจะไม่อยากรับรู้อะไรอีกสัมผัสได้ถึงความร้อนของแท่งเนื้อซึ่งแผ่กระจายผ่านเนื้อผ้ามาสู่มือของเขา เหงื่อชื้นที่ผุดขึ้นตามใบหน้าไหล่ลงสู่แผ่นหนังอย่างดีของโซฟาสีเข้มตามแรงบิดเร้าร่างกายของเขาเพราะก้านนิ้วยาวหมุนคว้างอยู่ภายในร่างเหมือนพยายามค้นหาอะไรบางอย่างกำลังทำให้เขารู้สึกดีจนแทบบ้า


“ลองจินตนาการดูว่าถ้าของพี่มันเข้าไปอยู่ในตัวเราจะรู้สึกดีแค่ไหน”


          น้ำเสียงติดออกจะแหลมนั่นกระซิบอยู่ที่ข้างใบหูชวนให้ขนอ่อนทั่วร่างพร้อมใจกันตั้งชัน มือเรียวที่เคยทำหน้าที่นำทางได้ปล่อยมือของมินโฮให้เป็นอิสระเรียบร้อยแล้ว ซึงฮุนต้องพยายามเป็นอย่างมาเพื่อกลั้นอารมณ์ดิบภายในตัวของเขาที่มันกำลังจะประทุเพราะมือที่กำลังลูบขึ้นลงอยู่ตรงส่วนนั้น


“อะ.... อื้ออออออ”


          มินโฮสะดุ้งเฮือกเมื่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกายของเขาไปแตะถูกจุดกระสันเข้า


“ตรงนี้เหรอครับคนดี”


          เมื่อค้นพบสิ่งที่คว้านหาซึงฮุนก็จงใจกดนิ้วมือเข้าไปย้ำซ้ำๆที่จุดเดิมอย่างรุนแรงจนมินโฮที่พยายามกลั้นเสียงมานานร้องครางออกมาไม่ได้ศัพท์ ร่างหนาคว้าคอคนพี่ลงมาปล้ำจูบอย่าดูดดื่มและเร่าร้อนเพื่อปกปิดเสียงของตนและเพิ่มอรรถรสให้กับการร่วมรักครั้งนี้ อีกคนกำลังสุขสมทะยานขึ้นสูงลอยคว้าอยู่บนปุยเมฆขาวในขณะที่อีกคนอึดอัดจนแทบอยากจะระเบิดออกมา และแล้วของเหลวขาวขุ่นก็ถูกปลดปล่อยออกมาโดยที่ไม่ต้องมีใครไปแตะต้องแกนกายนั่นเลยแม้แต่น้อย


          ความสุขล้นไหลทะลักออกมาจนเปรอะเปื้อนหน้าท้องของคนทั้งสองเต็มไปหมด ซึงฮุนกดจูบหนักๆลงไปที่ริมฝีปากของคนน้องอีกครั้งก่อนจะผละออกแล้วจ้องมองอีกคนด้วยแววตารักใคร่


“เอาไว้ตกลงเป็นแฟนกับพี่เมื่อไหร่ ถ้าหากอยากได้มากกว่านี้.... พี่จะเข้าไปในตัวของเรานะครับ”


           ร่างสูงแทรกตัวลงนอนเบียดกายไปกับอีกคน เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกถอดออกแล้วนำมาเช็ดคราบเปื้อนบนร่างของเขาและของเจ้าของห้องก่อนที่ซึงฮุนจะเหวี่ยงเสื้อทิ้งลงไปที่ไหนซักแห่งในห้องอย่างไม่ใยดี โซฟาตัวใหญ่ดูเล็กไปถนัดตาเมื่อชายหนุ่มทั้งสองนอนเหยียดกายอยู่ด้านบน คนผิวเข้มสะดุ้งสุดตัวเมื่อบางอย่างที่อุ่นร้อนและแข็งขืนกำลังเบียดหน้าขาของเขาอยู่ พยายามขยับกายออกหนีทว่าคนพี่กลับตระกองกอดเขาแน่นกว่าเดิม




“พี่ไม่ทำอะไรเราหรอก พี่รอได้”


          ซึงฮุนกระซิบบอกที่ข้างหูแล้วฝังริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มของอีกคน


“ฝันดีนะครับ”




.
.
.
.
.



“จะตกลงได้ยังไง พี่ไม่เคยขอผมเป็นแฟน”






New neighbor or new boyfriend/END.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เอ๋.... สรุปเขาเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่หรือแฟนใหม่กันคะ?
จริงๆตั้งใจว่ามันจะเป็นแค่ฟิคลั่นเพื่อแก้บน ไม่คิดว่าจะกินเวลากว่าอาทิตย์ขนาดนี้กับการเขียน
ส่วนตัวแล้วชอบความพี่ฮุนที่วาง character ไว้ค่ะ น่ารัก หล่อ และรวยมาก คึคึคึคึ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ติชมได้เสมอ จุ๊บ <3




No comments:

Post a Comment